[Fic:+:Tears in heaven 2]Chapter 1 From the Ash to rebirth

posted on 22 Feb 2008 00:37 by kaos  in Fictions

ฮูเร่  คิดถึงกันไหม

กับฟิคโคตรยาวไม่พอ โคตรดองอันนี้

ไปนั่งหาหมวดฟิคอยู่นานมากว่าล่าสุดไว้ถึงไหนแล้ว 5555+

ส่วนใหญ่มีแต่หมวดไร้สาระ(บอกวิถีชีวิตเจ้าของบล็อคมาก)

ไม่ได้ลงนานจนกระทั่งตัวเองก็ลืมแล้วว่าในบล็อคลงถึงไหน

(ในบอร์ดเลงร็วกว่าเพราะลงแบบหยิบหย่อย)

ก็เอาเป็นว่าจะลงแบบทีละchapterแล้วกัน แต่ถ้าอันไหนมันยาวเกินไปจริงๆ

จะผ่าครึ่งซะ (ขี้เกียจลงทีละส่วน เดี๋ยวจะอ่านกันงง ไม่ได้ลงนานๆเข้า)

บทนี้ถือเป็นบท1 บทที่ผ่านมาเป็นบทนำเด้อ 

+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-------------------------------++-+-+++++++++++++++++++++++-

 

ใส่กันเพลงไม่ติด ก็ลองโหลดฟังประกอบดู เพราะดี 

+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-++-+ +-+-+-+-+-+-+-+-+- -+-+-+

 

Tear in Heaven 2

Chapter 1 From the Ash to rebirth

Paring-EdxAl

Warning- nothing in กอไผ่.........????(เรอะ)

 

 

        ฟ้าแล่บเปรี้ยงปร้างชวนคนร่างเล็กอึดอัด  เสียงดังสะเทือนขู่ขวัญให้สะดุ้งเป็นพักๆทั้งอากาศก็ยังชื้นจนเหนียวเนื้อตัวไปหมด  มือเรียวบางปีนป่ายพาร่างกายนุ่มนิ่มเข้าไปใกล้ชิดคนข้างๆ  แล้วซุกอยู่ตรงแผ่นอกแกร่งของคนสูงกว่า  แต่ใช่ว่าบรรยากาศแปรปรวนนี่จะไม่ส่งผลถึงอีกคน ชายหนุ่มนอนกระสับกระส่าย ไอหนาวเย็นละอองฝนจับตัวบนออโต้เมลล์จนปวดล้า  วันฝนตกเป็นวันที่เขาไม่ชอบเอาเสียเลย
         “อือ……อ”
        เอ็ดคราง นอนพลิกขยับไปมาบนเตียงในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆโดยมีอัลนอนซบซุกอยู่ข้างอก  ยิ่งนานอากาศยิ่งแทรกเข้ามาจนปวดกล้ามเนื้อ
         “….ฝันร้า..ย…เหรอฮะพี่?” น้ำเสียงหวานงัวเงียเอ่ยถาม พลางขยี้ตาเบาๆ
         “ฮื่อ…..ไม่..ใช่….ปวดขาปวดแขนน่ะ” ชายหนุ่มตอบกลับเสียงพร่าตามประสาคนนอนไม่หลับ
         “นั่นสินะ…พี่ไม่ถูกกับฝน…นี่..น….”
         “ไม่เป็นไรน่าอัล…..นอนเถอะ”
         อัลไหวศีรษะเบา  ส่งเสียงผะแผ่วและขาดหาย
         “ผมฝันร้าย…ล่ะ ……ฝันถึงเศ…ษกระ..จกสีแดง..เมื่อวาน………..”
        เอ็ดเลิกคิ้วแล้วปรายตามองเนือยๆ  นิ่งฟังเสียงหวานเล่าอย่างสนใจขึ้นมา
         “ดู…เหมือนจะสำ…คัญมากแต่….มีคนมาเอ..ามัน…ไป………”
        สิ้นคำก็มีเสียงฟี้ตามมา เพราะความง่วงเลยทำให้หลับไปรวดเร็ว ทว่าน้ำคำที่ทิ้งไว้กลับทำให้เอ็ดเวิร์ดตะขิดตะขวงใจแปลกๆ  ฝันอะไรหว่า? เอ็ดคิดอย่างงงๆพลางมองเจ้าของฝันนอนซุกไซร้หมอนอย่างพึงใจ เสียงครางเล็กๆคลายความสงสัยชายหนุ่มเป็นปลิดทิ้ง
        …ช่างเถอะ งีบต่อดีกว่าวันนี้มีอะไรรอให้จัดการอยู่อีกเยอะ……
        ภาพบางอย่างผุดขึ้นในหัวรางๆ  งานหนักและเหนื่อยรอเขาอยู่ รีบนอนเอาแรงท่าจะดีกว่าคิดฟุ้งซ่าน
        เอ็ดเอื้อมมือกอดอัลเข้ามาใกล้อีก ดึงผ้าห่มปิดไหล่กันหนาวก่อนจะหลับตาลงเข้านิทราไปอีกคน

 .

.

 

        ฟ้าที่แลบแปลบปลาบพร้อมส่งเสียงคำรามนั้น  สะท้อนวาบลงมาทาบลงเงามืดแผ่คืบคลานออกมาจากป่าข้างหน้าภูเขาใกล้สถานีรถไฟ  สุนัขยามล่ามไว้เฝ้าระวังเห่าหอนหาความตาย  จนสุดท้ายเมื่อเส้นเหนียวเมือกราวของเหลวสีดำมีชีวิตนั้นเลื้อยเข้ามาใกล้  สิ่งมีชีวิตสี่ขาก็โดนกลืนกินย่อยสลายหายไป ไม่มีแม้เสียงเจ็บปวดเฮือกสุดท้าย
         ผืนหญ้ายาวไปถึงตัวรถไฟที่นิ่งสนิทถูกปูด้วยเมือกเหนียวสีดำราวกับเป็นพรมทอดยาวให้เจ้าของความเลวร้ายตัวจริงได้เหยียบเดิน  เรือนผมสีมรกตเข้มประกายวาบจากฟ้าแลบ  เจ้าของริมฝีปากสีซีดยิ้มเหยาะ หัวเราะชวนสะพรึงเริ่มดังร่วนกังวาลที่ราบโล่งบริเวณนั้นเบาๆ
         เปรี้ยง!
          ดวงตาสีม่วงลึกสะท้อนแสงในความมืด  ชั่วครู่ฝนฟ้าก็ซัดกระหน่ำลงมาไม่ลืมหูลืมตา สุสานรถไฟเปียกเจิ่งนองไปทั่วเสียงเม็ดฝนรัวใส่หลังคาประหนึ่งว่าปืนกล  ทว่าร่างเพรียวสูงเจ้าของอาภรณ์สีนิลสนิทกลมกลืนไปกับราตรีนั้นกลับหัวเราะดังขึ้นไปอีก
         “ไม่ได้นะ…ไม่ได้…..เดี๋ยวเลือดสุดสำคัญก็จางหายไปหมดหรอก” เจ้าของน้ำเสียงไม่ยินดียินร้ายโลกเอ่ยปานว่าเย้าแหย่
          ครู่เดียวเมือกเหนียวก็กางตัวออกหุ้มเป็นม่านกั้นฝนชั้นดี  คนบัญชาสิ่งไร้ชีวิตย่างก้าวเข้าไปในชานชาลา  วินาทีแรกที่หนังเท้าสัมผัส  คอนกรีตก็ถูกแทรกด้วยเถาไม้แห้งๆสีดำ ฉกเลื้อยพื้นทุกก้าวไม่ต่างกับอสรพิษ
           มือประดับผิวขาวซีดราวไม่มีเลือดก็เอื้อมหยิบของสีแดงจัดตรงขอบหน้าต่างพังๆ
           ประกายวับวาบแดงฉานราวโลหิตแม้จะถูกฝนชะล้างกลับไม่มีแววว่าจะจางหายตาม
           “เด็กดี…..ทำได้ดีมาก ฉันมารับแล้ว…”
            ถ้าหากเป็นสิ่งมีชิตมันคงกระดิกหางดีใจแล้วขยิบตาให้ผู้เป็นเจ้าของ  หากแต่มันเป็นเพียงสิ่งของจึงมีแต่แววประกายวับให้  เรือนหน้าเชิดหยิ่งหัวเราะถูกใจ
            “ทีนี้เราก็ไปรับน้องใหม่กันได้แล้ว… ศิลานักปราชญ์” โฮมุนคลุสเจ้าของเรือนผมมรกตเข้มยกก้อนหินอาถรรพ์ในมือขึ้น  ฟันขาวขบกัดเบาๆพอให้เป็นรอยตำหนิก่อนจะเหลือบมองแล้วหัวเราะอย่างวิปลาส เรือนผมสะบัดกลับ
            ทั้งร่างทั้งเมือกสีดำและแสงวาววับสีเลือดหายหายกลับเข้าไปในป่าที่ออกมาอย่างไร้ร่องรอย

.

.

.

        เช้าวันใหม่มาถึงพร้อมเสียงตึงตังตามด้วยเสียงแว้ดใส่จากเพื่อนวัยเด็กเต็มกกหู  กระนั้นคนโดนปลุกก็ดื้อด้านทนนอนต่อโดยการยกหมอนขึ้นปิดหัวตรงข้ามกับคนข้างกายที่ตื่นแล้วลุกไปห้องน้ำอย่างว่าง่าย  อัลหาวแล้วเช็ดตาดูงัวเงียไม่ตื่นดีราวเด็กน้อย
        “ตื่นซะทีสิ เอ็ด!!! คนอะไรขี้เซาชะมัด” วินรี่ตามแหวไม่เลิกราจนเอ็ดชักปวดแก่นกะโหลก
         “ของีบต่ออีกนิดไม่ได้รึไง!! โธ่-----!”
         เท่านั้นเองสาวเจ้าก็พ่นหายใจฮึดฮัดก่อนจะกระทืบเท้าลงไปหยิบอะไรบางอย่างที่ครัวแล้วกลับขึ้นมาใหม่  เอลริคคนน้องที่เพิ่งล้างหน้าล้างตาเสร็จเห็นเข้าถึงกับเหวอ
          วินรี่กระตุกหมอนออกจนเอ็ดร้องเฮ้ย แต่ไม่ทันได้ทำอะไรตะหลิวกับกระทะใบเขื่องก็จูบกันดังสนั่นแก้วหู
          คล้งงง--------!!!!!
          “อ๊าก!……..โอ้ยยยยยยยย เว้ย เดี๋ยวหูแตกกันพอดียัยบ้า!!” ไม่ว่าปล่าวหยิบหมอนเขวี้ยงใส่เพื่อนสาวตัวดี เพราะสนิทมากเลยชักไม่สนใจเรื่องชายหญิง
           หญิงร่างเพรียวทะมัดทะแมงเอากระทะตีกลับใส่หน้าคนปาดังป้าบ  อัลยืนดูการวิวาทอยู่ห่างๆลงขันพนันได้ว่าอีกไม่นานจะเป็นการจราจลย่อยๆ เด็กหนุ่มเดินลงบันไดไปอย่างเหนื่อยใจ มื้อเช้าวันนี้เขาคงต้องลงมือไปก่อน
           ห่างจากบานประตูไม่นานเสียงกรี๊ดแหลมก็หวีดดังตามด้วยเสียงทุ้มต่ำขู่ฟ่อ  ทะเลาะกันตอนเช้ามากันตั้งแต่เด็กไม่เปลี่ยนเล้ย ร่างกายโตเป็นผู้ใหญ่แต่ทำไมนิสัยน่าเป็นห่วงทั้งคู่ …วินรี่ก็ใจร้อน พี่ก็หัวดื้อ จนเขาขี้เกียจจะห้าม
            อัลฟอนส์เซ่ เอลริคหยิบเสื้อมาเปลี่ยนตรงทางเดินเพราะห้องที่ใช้กลายเป็นสนามรบชั่วคราว  อัลจัดการหยิบผ้ากันเปื้อนสีครีมข้างๆตู้เย็นมาพร้อมกับจัดแจงจานชามเครื่องครัวทั้งหลายแล่ ต้องใช้อะไรก็หยิบวางๆไว้จนเมื่อครบก็เริ่มทำอาหารอย่างที่เคย
            มือเรียวบางชะงักเล็กน้อยยามหยิบจับวัตถุดิบต่างจากเคย  ….จริงสินะที่นี่ไม่ใช่มิวนิคแล้วนี่…
            อัลพลิกมะเขือเทศแดงส้มสีสดอย่างหงอยๆ มะเขือเทศมิวนิคเล็กและสีซีดกว่านี้แต่เวลาที่ได้มากินแต่ละทีก็อดยิ้มหน้าบานกับพี่เสียไม่ได้
             …ชวนนึกถึงจริงๆ…….
            “ต้องเปลี่ยนเมนูล่ะสิเนี่ย” เด็กหนุ่มรำพึงแล้วมองรอบๆ ก็แน่ละสิของไม่เหมือนเดิมรสชาติจะเหมือนเดิมได้ไง
             คนตัวเล็กนิ่งไปอย่างครุ่นคิดก่อนจะนึกออกด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแล้วจัดการหยิบโน่นนี่เป็นการใหญ่ ก่อนจะใส่ทุกอย่างลงหม้อ  ไม้พายคนหม้อร้อนอย่างเบามือไม่ให้เกิดฟอง น้ำและนมถูกเติมทีละน้อย อัลทำอาหารที่คิดว่าใช่อย่างสนุกสนาน
             ขณะที่กลิ่นหอมโชยมา เอ็ดก็ทำจมูกฟุดฟิดแล้วรีบยกมือพักรบกับเพื่อนสาว เช้านี้นอกจากไม่สดชื่นเพราะนอนไม่พอยังจะต้องมาเจ็บตัวรับอรุณอีก 
              “พอก่อนเถอะ หิวจะแย่แล้ว” โหนกแก้มชายหนุ่มช้ำประปรายจากตะหลิวในมืออีกฝ่าย เอ็ดพ่นลมหายใจเฮือกพร้อมโยนหมอนทิ้ง
              “เห็นด้วย…….เอ้ะ…..ว่าแต่อัลทำเหรอ” วินรี่ก็ยอมสงบศึกพลางดมกลิ่นในอากาศ
               เอ็ดไม่รอให้เกิดปากเสียงอีกก็ชิงกระโจนแผล๊วไปตามบันไดซะก่อน ชายหนุ่มสไลด์ตัวลงบนราวจับ ก่อนจะกระโดดลงพื้นชั้นแรกอย่างคล่องแคล่ว วินรี่ที่ตามมาจะสวดอีกสักรอบก็อดตะลึงไปครู่ไม่ได้  แม้เธอจะเคยเห็นการต่อสู้โลดโผนของเพื่อนชายคนนี้มานักต่อนัก
ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเวลามันผ่านไปเยอะแล้วจริงๆ เยอะจนสิ่งที่ไม่ได้ทำง่ายก็กลายเป็นเรื่องธรรมดา
               “อัล---  ทำอะไรกินเหรอ”  เอ็ดทำเดินฟุดฟิดอยู่ข้างๆ
               ร่างสูงชะเง้อคอดมกลิ่นหอมอาหารใกล้ๆ ไปๆมาๆชักจะได้กลิ่นชมพูอ่อนๆจากต้นคอขาวระหงแทน มือหนาขยับไปเองวางลงบนเอวอีกฝ่ายจนคนทำอาหารสะดุ้งก่อนจะหยิบทัพพีมาเคาะกลางกระหม่อมคนมือซน อัลแยกเขี้ยวใส่
              “ให้ผมทำอาหารเสร็จก่อนได้ไหมเล่า!”
              “หมายความว่าเสร็จแล้วจะให้ทำต่อได้งั้นสิ” สิ้นประโยคก็ได้ค้อนวงใหญ่
                 อัลยิ่งแยกเขี้ยวพลางขู่ฟ่อใส่หนักกว่าเดิม ยกทัพพีขู่ให้ไปห่างๆก่อนจะโดนดี
               “ดุแต่เช้าเลยแฮะ….”
                เอ็ดบ่นประปอดกระแปด ส่งให้คนโดนตัดพ้อหันขวับ
               “นี่ไม่ใช่บ้านเรานะฮะ วินรี่ก็อยู่!พี่นี่ละก็ คิดมั่งสิ!”
                เสียงใสว่าเข้าให้  เอ็ดเงียบไปอย่างจำใจเพราะขืนต่อปากต่อคำมากแลจะอดลาภปากเช้านี้  เจ้าตัวหย่อนลงเก้าอี้ตัวเดิมที่เคยมานั่งกินตั้งกะเด็ก  วินรี่ตามมาทีหลังเห็นแล้วเจ้าหล่อนก็ขำกิ๊ก
                “ยังอุตส่าห์จำได้อีกนะ”
                “ของรักของหวงนี่นา  เรื่องอะไรจะให้ก้นใหญ่ๆอย่างเธอนั่งล่ะ มีหวังพังพอดี”
                “…นี่ เคยตายไหมยะ” สาวเจ้าเท้าเอวแกมหมั่นไส้ใส่คนบุ้ยใบ้
                 “พอเถอะน่า ฮะฮะ”
                อัลยกหม้อร้อนมาตั้งห้ามทัพซะก่อน กลิ่นหอมฉุยหยุดศึกยื้อชะงักนักแลรอบโต๊ะพร้อมใจกันมองของในหม้อ แต่ก็พบว่าเป็นของเหลวระอุสีครีม จะว่าคล้ายข้าวก็ไม่น่าใช่จะสตูว์ก็ไม่เชิง  สีขาวนี่นมรึปล่าว เอ็ดคิดอย่างแหยงๆ
                “ข้าวต้มเหรอ อัล?” วินรี่ถามขึ้นก่อน
                “ไม่ใช่”
                “สตูว์เรอะ??” เอ็ดถามบ้าง
                “ไม่ ไม่”
                 อัลยิ้มบาง
                 “ข้างต้มผสมสตูว์ต่างหากละฮะ”
                 “หาา…?”
                 เอ็ดหลุดร้อง มองหน้าน้องชายตาไม่กระพริบจนอัลรู้สึกเฝื่อนคอ
                 “อ…อะไรละฮะ!กินได้นะ ก็เมื่อก่อนเวลาพี่แงงอ แม่ก็จะทำให้เรากินเสมอ ….จำไม่ได้เหรอฮะ?” อัลก้มหน้างุด แก้มเปล่งสีแดงรางๆ “คงไม่ได้เท่าแม่หรอกฮะ……”
                 เอ็ดมองอัลที่กำลังจิ้มนิ้วเข้าหากันอย่างตะขิดตะขวง
                  “เอาน่า ลองกินก่อนไม่เสียหายนี่”
                 วินรี่เขย่าไหล่เอ็ดที่นั่งนิ่งมองอยู่อย่างนั้น  กว่าชายหนุ่มจะรู้สึกตัวแล้วเบือนความสนใจหาอาหาร ก็เล่นเอาคนทำใจหดฟีบเหลือจิ๊ดเดียว
                  …ไม่อร่อยแน่เลย…….  ความมั่นใจเมื่อตะกี้หล่นกราวราวเม็ดทรายละเอียด
                 ทว่าหารู้ไม่ที่นัยน์ตาคมกริบจ้องเอาๆ เพราะแอบตะลึงกับคำของตัวหนุ่มน้อยเอง คำพูดถึงร่างสูงในวัยเด็ก คนตรงหน้านี่ยังจำได้หรือ ว่าตัวเขาก็เคยป่วยเป็นเหมือนกัน  น้อยครั้งจนกระทั่งตัวเองก็ลืมไปแล้ว ช่วงเวลาล้มหมอนนอนเสื่อไม่มีอยู่ในความทรงจำเขาเลย แต่อัลกลับ….
                 “…..อ…คล้ายๆรสของแม่เลยแฮะ…..”
                 ชายหนุ่มเจ้าของออโต้เมลล์ชะงักไปวูบนึงก่อนจะยกซดอย่างไม่ใส่ใจสายตาคู่ใสเบิกกว้างใส่เขาอย่างตกใจ
                “อร๊อย  อร่อยย~” วินรี่อมช้อนขยับบิดตัวเอี้ยวซ้ายขวา ดี๊ด๊าและถูกใจเต็มที่  สาวเจ้าชักเพ้อ “ว่างๆสอนฉันมั่งนะ อัล~ ให้ตายสิอยากได้นายมาเป็นเจ้าสาวจัง~”
                 อัลหัวเราะคิกกับน้ำคำเพื่อนสาว พลางเช็ดปลายจมูกอย่างขัดเขิน ทว่าเทียบไม่ได้เลยกับของอีกคน
                “อัลน่ะ เจ้าสาวฉันต่างหาก”
                เคล้ง………
                 ไม่ใช่วินรี่ที่ทำหล่นแต่เป็นเจ้าของชื่อในประโยคนั้น  สภาพดูจะผิดเพี้ยนเกินปกติไปมาก คนสมควรช็อคที่สุดน่าจะเป็นเพื่อนสาวช่างออโต้เมลล์  หากแต่ดวงหน้าเธอกลับเฉยสนิทพร้อมทั้งเขม่นเอ็ดไปอีกคนละเรื่อง
                “อะไรยะ คิดจะครอบครองอัลคนเดียวรึไง” ดวงตาสีฟ้าใสหรี่ลงอย่างอิดหนาระอาใจสุดขีด
                “แหงสิ  อัลเป็นของฉั---…”
                “ว้าก-------!!! ว้าก--------!! ว้าก--------!!”
                “อะ..อัล?”
                 อัลร้องเสียงหลงจนคนพูดไม่จบทำหน้างงราวโดนตีหัวต่างกับดวงหน้าขาวกระจ่าง ตอนนี้ปรากฏริ้วแดงจางๆ
                “พี่--!!!!!!!!!!พ..!พูดอะไรออกมารู้บ้างไหมฮะ!?”
               “รู้สิ? ก็บอกว่านายเป็นของฉันไง?”
               “พี่!!!!!!”
               คราวนี้เสียงหวานแหลมทะลุเพดานอย่างเหลืออด  อารมณ์ขุ่นเคืองตีขึ้นสูงกับท่าทีเรียบเฉยปานว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
              “แล้ววินรี่ล่ะ!!?” เด็กหนุ่มประหวัดขึ้นได้ถึงความในใจของหญิงสาว “ทำไมพี่พูดออกมาโต้งๆแบบนี้...”
               ตอนนี้ข้างในมันสับสนปนมั่วกันไปหมดแล้ว ทั้งอายที่พี่ชายพูดออกมาต่อหน้าไม่อายปาก ทั้งวินรี่ก็เงียบและเฉยจนแทบเหมือนไม่สนใจยังไงยังงั้น ทำไมล่ะ?มุขงั้นเหรอ?หรือว่าพูดกันขำๆแต่ว่า…แต่ว่าท่าทางของพี่มันเกินกว่าจะเป็นแค่เรื่องตลกนี่นา!!
             “ไม่คิดถึงความรู้สึกวินรี่บ้างหรือไงฮะ…..”  คนพูดชักสับสนจนน้ำตาปริ่มๆ
               ..อะไรกัน?…งงไปหมดแล้ว…..
             “อัลฟอนส์เซ่ เป็นอะไรของนายน่ะ??”
              ร่างเล็กเป็นเดือดเป็นร้อน จนเจ้าของชื่อเองยังถอนหายใจปลงๆ
             “เฮ้อ……..อัล…. ฉันนั่งทำใจมาสองปีแล้วย่ะ”
             “เอ๋----”
               ….วินรี่…..??………….
               เจ้าของเรือนผมสีบลอนด์สว่างยาวสลวยเท้าคางแล้วถอนหายใจอีกเฮือกก่อนจะกวักมือให้อัลขยับเข้าไปใกล้ๆ  นิ้วเรียวดีดหน้าปากคนคิดมากดังเป๊าะก่อนจะว่าเข้าให้
              “ตอนที่เอ็ดหายไป นายก็ทำตัวแปลกๆรู้ไหม? ห่วงโน่น ทำนี่จนต่อให้ไม่ใช่ฉันก็มองออกว่านายรู้สึกยังไง  …ไม่สิ นายทั้งคู่เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วต่างหาก”
              น้ำเสียงหวานห้าวเว้นหายใจ
               “พวกนายมัวแต่มองกันเองจนไม่ได้มองคนอื่น  เลยไม่รู้ว่ามันเป็นความรู้สึกที่ให้มันมากเกินกว่าพี่น้องนะ…..แล้วก็มากจนฉันพอจะดูออกมานานแล้วล่ะ แค่ไม่พูดออกมาเท่านั้นเอง กะว่าไว้พวกนายกล้าพูดเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น”
              หญิงร่างระหงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยทวงท่าผ่อนคลาย ก่อนจะยกนิ้วจุ๊ปากแล้วขยิบตาให้อัล
              “อีกอย่างฉันเคยบอกแล้วนี่ ว่าไม่ชอบผู้ชายที่เตี้ยกว่าตัวเองน่ะ”
              “ฮะฮะ……”
              อัลหัวเราะฝืดๆ ใจหายแว้บ …นี่..เขากับพี่แสดงออกมากขนาดนั้น!?
              “เฮ้ย----หมายฟายว่าไงฟระ…..ตอนนี้ฉันสูงกว่าหล่อนแล้วนะ วินรี่!!!” ทว่าเอ็ดกลับเดือดดาลขึ้นมาแทน แทบจะลุกขึ้นเต้นเหยงๆ
             “ยังไงอดีตก็ยังเตี้ยอยู่ดีล่ะยะ  ผู้ชายที่เคยเตี้ยกว่าฉันจะเมื่อก่อนหรือตอนนี้ก็ไม่สนหรอก”
             เจ้าหล่อนสะบัดผมเชิดใส่  การต่อล้อต่อเถียงเป็นปกติดำเนินต่อไปตรงข้างหน้าเด็กหนุ่ม  อัลฟอนส์เซ่ยิ้มฝืดฝืนพอได้ยินอย่างนั้นจู่ๆก็รู้สึกว่าตัวเองงี่เง่า  ไอ้นิสัยตื่นตูมคิดมากนี่ยังตามสร้างความสับสนให้เขาทุกทีสิ ต่างกับพี่ที่สุขุมขึ้นมาก……จะว่าไปพี่ก็คงเข้าใจว่าวินรี่รู้ถึงกล้าพูดซะ
              “อย่างเธอจ้างให้แถมบ้านอีกหลัง ฉันยังไม่เอาเลย!! ยัยบ้าเครื่องจักร!”
              “ต๊าย! สำคัญตัวเองผิดอะไรไปรึปล่าวห๊ะ ตาถั่ว!อย่างนายขายให้พร้อมแคลเซี่ยมกระป๋องฉันก็ไม่เอาเหมือนกันย่ะ!!!”
               อัลมองถอนใจ  …....ในบางเรื่อง………..
               “อ๊ะ จริงสิฮะพูดถึงบ้าน ผมมีอะไรจะปรึกษาฮะ พี่”  อัลชิงขัดจังหวะรบของสองฝักฝ่ายก่อนจะเลยเถิด “ตอนนี้เราอาศัยบ้านวินรี่กับคุณยายพีนาโกะอยู่..ผมว่าเราไปหาบ้านใหม่ดีไหม?”
               เอ็ดทิ้งสงครามปากมาทางอัลทันควัน ชายหนุ่มสนับสนุน
               “พี่ก็ว่าจะพูดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน”
               “เอ็ด—อัล—โธ่ จะมาเกรงใจอะไรป่านนี้  อย่าบอกนะจะย้ายออกไป ใจร้ายคิดให้ฉันอยู่ในบ้านใหญ่แบบนี้คนเดียวเหรอ”  
               วินรี่แกล้งทำหน้าน่าสงสาร แต่ก็ไม่ได้ผลกับเพื่อนหนุ่มที่รู้ทางกันดี
               “ป้า…ทำไปไม่น่ารักหรอกนะ” เอ็ดหลบเบาะรองนั่งลอยเฉี่ยวหัวพอดิบพอดี “อีกอย่างอยู่เองมาตั้งสองปีจะกลัวอะไร”
               “พี่นี่….ผู้หญิงอยู่บ้านคนเดียวยังไงก็อันตรายนะฮะ”
               “อ๊ะ นี่สิถึงจะพูดจาเข้าหู ”
               “โฮ้ยยย…อย่างยัยนี่อย่าว่าแต่โจรเลย ผียังไม่กล้า ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่า” ว่าจบก็หลบอีกดอก คราวนี้เป็นปะแจอันเขื่อง
               “พอเถอะน่านะ~ พี่ก็หยุดว่าวินรี่ได้แล้วฮะ!” อัลบุ้ยหน้าใส่เอ็ดพลางเอาตัวกั้นไม่ให้เกิดจราจลย่อยๆซะ
               “ฮึ  เอาเถอะแต่ยังไงเรื่องบ้านพวกฉันคงอยู่ที่นี่ไม่ได้”
                 เอ็ดลุกขึ้นหยิบจานชามไปวางที่อ่างล้าง  ความเงียบครอบคลุมอยู่ซักพักวินรี่ก็ถามย้ำอีกครั้ง
                “ยังไงก็ต้องไปจริงๆเหรอ?”
                “ฮื่อ…..”
                “ไอ้เรารึอุตส่าห์ดีใจ ที่ไหนได้จะไปอีกแล้ว” สาวเจ้าตัดพ้อ
                “ไม่ได้ไปไกลซะหน่อย…..ใช่ไหมฮะพี่?”
                 อัลพยายามจะปลอบให้เพื่อนสาวชื้นอกชื้นใจขึ้น
                 “อะ…ฮื่อ คงงั้นมั้ง เดี๋ยวว่าจะไปดูทำเลวันนี้เลย ยังไงก็ไม่ออกหมู่บ้านหรอกน่า”
                 “อ๊ะจริงสิ!ถ้าในป่าละก็ ห้ามเชียวนะ!”
                 “??…ทำไมเหรอวินรี่”
                 คำเตือนจากปากเพื่อนวัยเด็กส่งให้แอบฉงนในใจ  ก็เธอคนนี้ไม่เคยกลัวอะไรแต่ทำไมกลับห้ามเสียงสั่น
                 “ฉันก็ไม่รู้ชัดว่าเกิดอะไร แต่เอาเป็นว่าช่วงนี้ป่าดูน่ากลัวๆจนชาวบ้านพากันห้ามเข้าเชียวล่ะ”
                 “ฉันกับอัลไม่ถึงกับหนีเข้าป่าหรอกน่า ..ที่จริงก็มีทำเลในหัวแล้ว”
                  วินรี่ถึงกับชะเง้อหน้ามองเอ็ดอย่างใคร่รู้
                  “เหรอ~ที่ไหนละ?”
                  พี่น้องเอลริคมองหน้ากันยิ้มๆแล้วเงียบไปครู่ ก่อนจะแอบมือไขว้หลังแล้วเกาะกุมกันไว้  ดูเหมือนอัลจะยิ้มแย้มมากกว่าเอ็ดอย่างนึกถึงมัน ร่างบางเหลือบมองเรือนหน้าคมคายคงสงบนิ่ง  พี่ชายสุขุมขึ้นมากจริงๆนั่นล่ะ
                 “บ้านเก่า”

 

.

.


        ณ เนินหญ้าเขียวสดพริ้วระริกไหว เงาสองร่างเดินขึ้นไปตามทางลาดสูงอย่างค่อยเป็นค่อยไปหนึ่งในนั้นมีสีหน้าและท่าทีสบายอกสบายใจตรงกันข้ามกับคนข้างๆที่มีสีหน้าบอกบุญไม่รับเท่าไรนัก
        “ยัยวินรี่นี่ตื้อกว่าที่คิดแฮะ..” เสียงทุ้มบ่นเหนื่อยหน่ายพลางถอนหายใจหลายเฮือก
        “กว่าจะจบก็เกือบครึ่งวัน แล้วจะไปทำอะไรทัน--..”
         อัลยิ้มแห้งๆให้พี่ชายที่ยังบ่นอิดออดไม่เลิกตั้งแต่ออกจากประตูบ้านร็อคเบลยันเนินบ้านเก่าของพวกเขา 
ไม่ทันคิดจบดีก็สบสายตากัน  ต่างนึกไพล่ไปยังความเมื่อครู่ถึงเพื่อนสาวคนเก่ง

         ‘แต่มันพังไปแล้วนะ’
         คำที่วินรี่แย้งขึ้นมา สีหน้าพรายไปด้วยความกังวลหมายขัดขวางพวกเขาเพราะเป็นห่วงสุดจิตสุดใจ ที่นั่นคือแผลอันยิ่งใหญ่ข้างอกสำหรับพี่น้องเอลริค
          ‘พวกเราก็กะจะสร้างใหม่อยู่แล้ว’  เอ็ดตอบกลับไป
          ‘แต่บ้านนั้น…..นายสองคนเผาเองกับมือ’
          เปลือกตาหนาปิดลงภาพเปลวไฟสีแสดแสบตายังลุกโชนในดวงตา  แม้มันจะไม่เคยดับมอดลงทว่ามันก็ไม่จำเป็นต้องดับมิใช่หรือ? บางทีปล่อยให้มันลุกไหม้ต่อไปในอกอยู่อย่างนั้น อาจจะช่วยตอกย้ำความขลาดเขลาในวัยเด็กไม่ให้ลืม
          ‘อืม แต่ขี้เถ้าก็กลายเป็นคืนสู่ผืนดินนี่นะ…..’ ริมฝีปากสีสดพรายยิ้มจางทว่าอ่อนโยน นุ่มนวล
          …จนสายตาที่เหม่อมองอดใจเต้นผิดจังหวะเสียมิได้……
          ‘มันก็เหมาะที่จะเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่หรือไง?’

 

           สิ้นคำของพี่ชายนั่นล่ะ เพื่อนสาวถึงได้ยอมอ่อนใจลง ถึงกระนั้นก็ยังกักตัวเขาไว้ด้วยการพ่นความห่วงใยตามแบบฉบับทั้งรักทั้งว่า  จนสุดท้ายพี่เขาก็กลายสภาพเป็นหมีกินผึ้งอย่างที่เห็น หมดมู้ดไปไม่เหลือซากหมดทั้งมาดสุขุมระหว่างการสนทนา บ่นงึมงำไม่หยุดปากเหมือนเด็กๆไม่ผิด
           นัยน์ตาวอลนัทใสแอบเหลือบมองเป็นระยะ
           ..ถึงอย่างนั้นร่างกายพี่ชายที่โตขึ้นมาก  ดูทะมัดทะแมงและแข็งแรงกว่าในอดีตขึ้นมา…..ภาพที่มองด้วยสายตาเกราะกับสายตามนุษย์แตกต่างจนไม่เหลือเค้าเดิม….
           “ฮืม~? แอบมองอะไรฉันน่ะอัล…..ฮั่นแน่ คิดเรื่องลามกอยู่ล่ะสิ”
            ร่างสูงเหลียวมาเห็นพอดีกระเซ้าพลางทำตาเล็กตาน้อย  ไม่พอจงใจยื่นใบหน้าคมๆเข้ามาใกล้จนอัลเผลอสะดุ้งผลักออกเต็มแรง
           “เหวออออออออออ----------------!!!” 
             เสียงกลิ้งหล่นลงพงหญ้าตามาให้แซ่กซ่าก  ร่างบางสะบัดหน้าแล้วเมินเดินต่ออย่างไม่สนใจ แม้ข้างในจะก่นว่าพี่ชายจอมทะเล้นนับไม่ถ้วน
            ร่างกายที่เติบโตตามวัยแข็งแรงขึ้นมากจนเวลาที่ถูกเอาเปรียบ กี่ทีๆก็ขัดขืนไม่ได้
            ..ดันมาทำให้นึกถึงเวลาที่พี่ใช้ร่างกายนั้น……….โธ่!ไม่เอาแล้วไม่คิด!
           “อะไรของนายเนี่ยอัล~ วันนี้นายดุใส่ฉันตั้งกะเช้าแล้วนา” เอ็ดตามหลังอัลมาต้อยๆ ตัดพ้อต่อว่ากลายๆ
            เด็กหนุ่มก็ยังทำไม่สนใจต่อ นึกว่าไม้นี้จะใช้ได้ผลแต่คิดผิดถนัดเมื่อคนเจ้าเล่ห์ช่างอ้อนกลับเป็นฝ่ายรุกบ้าง ฝ่ามือใหญ่หนาโอบรัดเอวหมับเข้าให้  ได้ทีก้มลงเอาจมูกโด่งคมสันซุกไซ้เสียหนำใจจนเจ้าของต้นคอขาวผวาเฮือกๆ
            “พ…พี่---…..น..นี่---เดี๋…ว..สิ”
            เสียงมันหายไปจากคอเสียดื้อๆ ยิ่งเวลาลมหายใจร้อนผ่าววิ่งไปตามผิวคอ
           “ฮืม~ เมื่อเช้านายใช้แชมพูอะไร หอมดีจัง” เอ็ดสูดกลิ่นหอมอ่อนตรงซอกคอแถวใบหูเบาๆ “รู้งี้ตามนายเข้าห้องน้ำไปซะก็ดี ฮึฮึ”
            อัลเหลียวมองคนยิ้มยั่ว  นี่ถ้าไม่ติดว่ามือไม้มันสั่นไปหมดละก็เขาเพ่นหัวพี่ชายตัวดีนี่ไปนานแล้วเชียว ก็ยังดีที่แถวนี้เป็นเนินปลอด ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านไม่งั้นเขาคงได้หลบหน้าชาวบ้านทั้งรีเซมบูล
            “พี่….ฮะ ยังไงผมก็ขอล่ะ…เดี๋ยวจะถึงบ้านแม่แล้วนะ….”
            “ก็ได้ๆ”
            เอ็ดจำใจชักมือกลับเพราะสีหน้าอัลที่ดูจะไม่เล่นด้วยเห็นได้ชัด อัลไม่ว่าอะไรเพียงแต่ยิ้มบางเบาก่อนยื่นมือให้เอ็ด
            “ไปกันเถอะฮะ”
            “อ…อืม”
            เอ็ดเกาท้ายทอยเขินๆก่อนจะจับมืออัลเดินต่อ  ชายหนุ่มกระดากอยู่ในใจนี่มันสลับบทบาทกันแล้วไม่ใช่รึไง เขาต้องเป็นฝ่ายยื่นมือให้อัลสิ……
           ….มัวแต่เล่น… เสียฟอร์มซะ..
          ทั้งคู่จูงมือกันไปไม่นานก็ถึงยอดเนินใต้ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านเกรียมกรมไร้ใบ  เงาดำเชดเข้มไม่ต่างจากเปลือกไม้ไหม้ทอดยาวตามแสงอาทิตย์สว่างจากขอบฟ้า  เอ็ดและอัลหยุดอยู่ข้างหน้ากองซากปรักหักพัง  เอ็ดกวาดสายตามองแล้วเดินสำรวจดูรอบๆท่ามกลางสายตาปนสงสัยของอัล
          “รู้สึกว่ายังมีแร่เหลือมากพอนะ”
          “อย่านะฮะ!”
          จบประโยคอัลฟอนส์เซ่ก็รู้แล้วว่าพี่ชายตนจะทำอะไร  ไม่ทันที่เอ็ดเวิร์ดจะได้ประกบมือเสียงใสก็ท้วงเสียต้องชะงัก
          “อ..อะไร”
          “ห้ามแปรธาตุนะฮะ!!”
          “ทำไมล่ะ?พี่ก็กำลังจะสร้างบ้านไง?? ไม่งั้นคืนนี้ได้นอนกลางดินแหง”
          วินรี่คงงอนไม่ยอมให้เข้าบ้านแล้วล่ะนะ….
          “ก็นี่มันเป็นบ้านไม่ใช่เหรอฮะ”
          อัลเอ่ยเบาๆ สายตาสีน้ำผึ้งหวานวางลงบนพื้นดินเกรียมกรม ร่างเล็กย่อตัวลงกวาดเศษดินไหม้สีดำเมี่ยมด้วยความทนุถนอม แต่เอ็ดก็ยังดูงุนงง
          “ใช่ ก็บ้าน..?” เขาทวนคำอย่างไม่เข้าใจจนอีกฝ่ายเฉลยในที่สุด
          “ถ้าพี่แปรธาตุสร้างบ้านขึ้นมา มันก็ไม่ต่างอะไรกับของสำเร็จรูปนะ…แล้วเราจะเรียกมันว่า ’บ้าน’ได้จริงๆเหรอฮะ…”
          เรียวนิ้วบางลูบไล้เม็ดดินราวกับโหยหา ประหนึ่งว่าจะได้กลิ่นอบแห้งจางๆคล้ายกลิ่นผ้าซักใหม่ของบ้านเมื่อยังเด็ก แล้วหันไปสบตากับร่างสูงที่นิ่งไป ใบหน้าคมคายเงียบไปอย่างครุ่นคิดก่อนจะเผยยิ้มพร้อมถอนหายใจ
          “ก่อนอื่นก็ต้องแบบแปลนบ้านสินะ เหนื่อยแหงๆเลยงานนี้” ว่าพลางเกาคอแกรกๆ
           อัลยิ้มร่า เขาคิดอยู่แล้วว่าพี่ต้องเข้าใจแม้จะมีบ่นบ้างก็ตาม
          “งั้นก็มาเริ่มกันเถอะฮะ”
           เอ็ดทำหน้าหนักใจเมื่อเห็นร่างเล็กๆกระโดดขึ้นยืนผึงแล้วออกเดินไปรอบๆอย่างมีความสุข
          “นายคิดไม่ได้คิดว่ามันจะเสร็จภายในวันนี้หรอกใช่ไหม”
          “ก็อาจจะสองสามวัน ใครจะบ้าทำทันเล่าพี่นี่ละก็ ผมรู้น่า” อัลบุ้ยหน้าใส่
           ชายหนุ่มยิ่งมีสีหน้าหนักใจกว่าเดิมคราวนี้เพิ่มความปลงอนิจจังไปด้วย เอ็ดก้มหน้ากุมหน้าผากพลางส่ายไปมา ….สองสามวันก็ไม่ทันหรอกนะ อัลฟอนส์เซ่….
           “อัล พี่คิดว่าเราต้องคุยเรื่องนี้กันซักหน่อยแล้วล่ะ” เอ็ดจัดการหิ้วคนตัวเล็ก “แต่ก่อนอื่นต้องไปหาที่พักเพราะมันจะนาน---มากทีเดียว”
           เอ็ดเวิร์ดจงใจเน้นระยะเวลาเป็นพิเศษ
           “เอ๋----------? นี่เดี๋ยวสิพี่จะไปไหน??ปล่อยผมลงนะ จะพาผมไปไหนเล่า?นี่---”
           อัลดิ้นพยายามจะเอาตัวออกจากแขนอีกฝ่ายเต็มแรง ขณะเดียวกันก็ร้องประท้วงไปตลอดทางอย่างที่เอ็ดคิดไว้ไม่มีผิด ดีแล้วล่ะที่หิ้วซะก่อน
           บางทีก็ฉลาด…แต่บางทีก็ซื่อซะน่าหนักใจนะน้องเรา… ลมหายใจหนักถอดถอนพรืด

 

           Your home…….
           Our home………..
           was burned…………….

           By me………………………….

           บ้านของคุณ……..
           …แม่….
          บ้านของเรา…….
          ….พี่น้อง……
           มอดไหม้……….

          …ด้วยมือฉันเอง………………

           ฉันเองก็ไม่เข้าใจหรอกนะ…อัล  ว่าอะไรมันดลใจให้ฉันพูดแบบนั้นออกมา
           ว่าให้สร้างบ้านใหม่….
           ทั้งที่ฉันเผาเองกับมือ…………….
           ฟืนพวกนั้น…..ฉันโยนเข้าไปเอง……
           ไฟพวกนั้น……ฉันเป็นคนจุดเอง……….
           ด้วยไม้ขีดก้านเล็กๆจากมือ…….
           จากหัวใจที่คอนแคลนของฉัน……..

           แต่คราวนี้..มันจะไม่เป็นไร
           เพราะจากนี้………..
           จะมีนายอยู่กับฉัน………………
           ในบ้านหลังนี้…………………………..

           ตลอดไป……………………………………..

           “ฮะ…ฮะฮะ…ฮ่าๆๆๆๆ”
           “หัวเราะอะไรของพี่น่ะ?..บ้า!” 
           อัลที่โดนหิ้วถามเสียงแกมหงุดหงิดปนสงสัย  แต่เอ็ดก็ตอบไม่ยี่หระ
          “ก็คนมีความสุขจะให้ร้องไห้รึไง”
          “คนบ้า……”
           คำตอบกลับเบาๆของอีกฝ่ายยิ่งส่งให้ชายหนุ่มหัวเราะดังขึ้นราวว่าใกล้บ้าจริงๆเข้าไปทุกที  คนโดนหิ้วได้แต่ทำหน้าเหนื่อยก่อนจะถอนหายใจแล้วหยุดขืนตัว 
           เผาะ….
          “หืม?…ฝนตกเหรอฮะ?”  เด็กหนุ่มร้องถามเพราะมองไม่เห็น
          “อืม นิดหน่อยน่ะ สงสัยฝนจะปรอย…” เอ็ดตอบสั้นๆ
          “เห….ถ้างั้นก็ต้องรีบหาที่หลบแล้วสิ..” อัลพยายามเงยหน้ามอง แต่จากท่าทางที่โดนหิ้วยังไงก็มองไม่เห็นฟ้าซะที
          “ไม่ต้องหรอก….”
          “เอ้ะ..?”
          “ฝน…ตกไม่หนักขนาดนั้น”

           การที่มองไม่เห็นท้องฟ้า อาจจะดีกว่า เพราะถ้าเด็กหนุ่มเห็น…จะรู้ว่ามันใสและปลอดโปร่งแค่ไหน….
           และเขาก็จะรู้ว่า เจ้าของเรียวแขนแข็งแกร่งที่หิ้วเขาเดินไปทั้งตัวอย่างสบายๆคนนี้…
           กำลังหัวเราะไปพร้อมน้ำตา….
           ถ้ามีแต่คนบ้าที่มีความสุขแล้วร้องไห้….
           เขายอมให้นับเขาเป็นหนึ่งในนั้น……………..

           …จะให้ฉันมีความสุขที่สุดจากอะไรนอกจากการมีนาย….อัล….

 

end of chapter 1

To be con

 +-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-++-+-+-+-++-+

โอ้ว ม่าย ก็อด!.... ยิ่งแต่งยิ่งเลี่ยน (ถุย..)

ก็ติชมตามสบายนะ ร้างๆการแต่งฟิคไปนานอยู่ มีอะไรติดขัดอย่าลืมเตือนๆกันมั่ง

ใครอ่านแล้วเม้นท์ ขอให้สอบได้

ใครอ่านแล้วไม่เม้นท์.....ไม่ว่าอะไร ตามมีตามเกิด กรรมใครกรรมมันแล้วกัน ฮาๆ

Get this widget | Track details | eSnips Social DNA

edit @ 22 Feb 2008 01:35:21 by KAOS! IM'POSSIBLE

edit @ 22 Feb 2008 02:07:55 by KAOS! IM'POSSIBLE

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อีถั่วจะอุ้มน้องเข้าโรงแรมเหรอ!!!!wink
พี่เคกลับมาต่อฟิคแล้ว~~
(แต่ลืมของเก่าไปหมดแล้ว.../meจิ้มๆนั่งหาตอนเก่ามาอ่านอีกรอบ - -")

สนุกดีอ้ะ~~ ไม่ค่อยอยากเชื่อว่าไม่แต่งนาน
เพราะดูๆพี่ฝีมือไม่ตกเลย (skillเลี่ยนเพิ่มอีกตะหาก? /เผ่น..)><b
นั่งรอตอนต่อไป...

#2 By -+[@~AMECOCO~@]+- on 2008-02-22 19:31

มี๊~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
/ดีใจลั่ลล้ากระโดดรอบบ้าน
เฮ~~ ได้อ่านฟิคพี่น้องอีกแล้ววว~~ คิดถึงโฮกกกกก~ ,,,TT[]TT,,,
ตอนนี้น่ารักมากๆเลยงิ้ววว~~~,,,,>w<,,,,
น้องอัลคิดอะไรน้า~~ ฮะๆๆๆๆ~~~~>///////<

#3 By [Kazuna & Miwa] on 2008-02-22 20:57

งี้ดดดด~~!!!!หวานมากค่ะ >//< เราชอบ
(บอกมาเถอะว่ามาเม้นต์เพราะอยากสอบได้ อะเหอๆ) เชียร์คู่นี้สุดใจขาดดิ้นค่ะ รีบๆแต่งต่อน้า รออ่านๆ อ้อ อยากให้ท่านแต่งคู่ เซบาสเตียนxจิเอล จากblack butlerอะ อยากอ่านมาก แต่ไปหาที่ไหนก็ไม่มี ไม่รู้ทำไม หากท่านแต่งให้จะเป็นพระคุณมากเลยนะคะ ขอบคุณล่วงหน้าค่า อิอิ (มัดมือชกดื้อๆเลยวุ้ย- -)

#4 By Rika~ (58.8.46.157) on 2008-03-06 14:39