[KNB] HELP ME TO DECIDE 2

posted on 03 Jun 2015 22:33 by kaos in Fictions directory Fiction

กลับมาลงฟิคที่นี่หลังจากรู้ว่ายานยูเอฟโอหายไปแล้ว

และมีคนหลงเหลืออยู่ ywy คิดถึงบ้านจุง

แต่ก็แบ่งเป็นสัดเป็นส่วนไว้ ถ้าภาพตอนนี้จะอัพลงเพจกับทวิตค่ะ

(https://www.facebook.com/WalkinHeavenz 
https://twitter.com/Da_Kaos)

ส่วนฟิคก็ลงที่นี่ละกันเนาะ แว้บมาแปะตามฟีลและอินเนอร์

 

 
Warning
 
*BL
*CrossOver


=-==-=-=-=-=--=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=--=-=-=-=-==-=-=

 

 

H e l p   m e   t o   D e c i d e

 
 
 
Paring| AkaMido
Drama|ห นั ก ห น า
Erotic| เ บ า เ บ า
Author| D a K a o s
| Part ? 

 

 


สายลมพัดพริ้วผ่าน

บนท้องฟ้าสูงไกลจนเอื้อมไม่ถึงนั่น

จะเหน็บหนาว...

หรือ

จะอบอุ่นเหมือนเช่นลมหายใจ...

ของนายกันแน่…

       เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนข้างกายราวเสียงกล่อมให้หลับทุกคืน ซึ่งคุ้นเคยกับมันจนขาด ไม่ได้เสียแล้ว ต่างจากคนอื่นซึ่งยินดีที่จะหลับโดยปราศจากเสียงและแสงใดๆมากกว่า เมื่อคนหนึ่งคุ้นกับเสียงและอีกคนคุ้นกับแสง ห้องของพวกเขาจึงดูแปลกเกินกว่าจะเรียกว่าเป็น ห้องของนักฆ่าแต่คงจะปกติสำหรับห้องคนธรรมดา ตะเกียงเล็กๆส่องแสงอ่อนข้างหัวเตียง ที่กว้างแค่พอให้นอนเบียดกันสองคน

       เปลือกตาหนาปรือขึ้นอย่างเชื่องช้า กระพริบให้สายตาเข้าที่อยู่ครู่หนึ่ง นัยน์ตาสีแดงทับทิมมองท้องฟ้ารุ่งสางนอกหน้าต่างแล้วเลื่อนมายังร่างข้างกายที่หลับสนิทด้วยความเหนื่อย ยังเพิ่งเริ่มสว่างบนเส้นขอบฟ้าเท่านั้น…

       ชายหนุ่มแตะเรือนผมสีเขียวอ่อนอย่างเบามือ กระนั้นคนหลับลึกก็ยังขมวดคิ้วอย่างรำคาญ เขายิ้มมุมปากมองอย่างเอ็นดู ตัดสินใจให้เวลาทีมได้พักต่ออีกหน่อยและใช้โอกาสนี้นอนฟังเสียงลมหายใจคนข้างกายต่อ

       ซึ่บ-

       อาคาชิหลุบมองเมื่อคนนอนเหยียดตัวตรงเป็นปกติ จู่ๆนอนขดตัวซุกหายไปในผ้าห่ม เขาแปลกใจจึงเลิกผ้าขึ้นเพื่อมองเข้าไป และเห็นใบหน้าบูดบึ้ง

       "เผลอทำให้นายตื่นหรือ?" อาคาชิยิ้มบางๆ "ขอโทษทีนะ ชินทาโร่"

       อีกฝ่ายขดตัวกลมจนดูคล้ายกระต่ายจำศีลในหน้าหนาว ...แต่เป็นกระต่ายที่สูงกว่าเขาหนึ่งช่วงไหล่ ถ้าจำไม่ผิดอีกฝ่ายสูงราวๆร้อยเก้าสิบกว่าเซ็นฯกระมัง

       "หนาวจนซุกผ้าห่มเลย?"

       "แล้วใครดันเปิดหน้าต่าง..." เสียงต่อว่าดังอู้อี้ในกองผ้า

       "ยังมีที่ว่างอีกหน่อย เบียดเข้ามาสิ จะได้อุ่น" เขาสัพหยอกอย่างอารมณ์ดี

       ชินทาโร่โผล่ใบหน้าครึ่งหนึ่งออกมาจากผ้าห่ม หรี่นัยน์ตาดุ ก่อนจะมีเสียงตุ้บเบาๆดังขึ้น แม้จะต่อยเข้าให้ทีเล่นทีจริง อาคาชิที่เกร็งกล้ามเนื้อท้องรออยู่แล้วยังรู้สึกจุกนิดๆทำเอารอยยิ้มเจื่อนลง

       แต่ครู่ต่อมาชายหนุ่มเรือนผมแดงก็รู้สึกได้ถึงไออุ่นสัมผัสรอบลำตัว

       “ตัวนายเย็นเกินไป...”

       ช่วงเวลาในรุ่งสางแสงสว่างเลือนราง ไออุ่นเกิดจากการสัมผัสกันและเงียบสงัดจนได้ยินลมหายใจ

       เรียบง่ายและสงบสุข... คนธรรมดาก็คงรู้สึกอย่างนี้ อาคาชินึกพลางอยากประวิงเวลานี้ให้นานขึ้นอีกสักหน่อย ก่อนจะกลับไปยังโลกปกติของเหล่าแอสซาซิน

       เขาซุกเรือนผมสีเขียวอ่อนใบไม้ ลูบปอยผมนุ่มมือก่อนจูบหน้าผากอุ่น

       “อืม... ตัวนายก็อุ่น...มากเหมือนกัน”

 
 
 
 
 
 
 

       กลางคืนที่ผ่านมาไม่มีเรื่องโรแมนติคใดๆเกิดขึ้น

       หนึ่ง เพราะภารกิจและหน้าที่ขว้างกั้นระหว่างพวกเขาทั้งคู่ไว้ ถ้อยคำยั่วเย้าเร่าร้อนจึงกลายเป็นเหมือนถ่านมอดก้อนเทาๆในเตาผิงที่ดับแล้ว

       สอง เพราะทันทีที่เขากับชินทาโร่ล้มตัวลงบนเตียง เจ้าสิ่งมีชีวิตไร้กาลเทศะติดปีก ก็บินโฉบมากางปีกกกบนตัวเจ้านาย เหมือนแม่ไก่ปกป้องไข่...

       อาจจะเป็นอย่างหลังที่ทำให้อาคาชิหมดอารมณ์โรแมนติคไปในทันที มองนกน่ารำคาญหลับสัปหงกอย่างไร้ความสง่าของเผ่าพันธุ์ เขาอาจจะขอบคุณมันในเช้าวันนี้ ด้วยการจุดไฟเตาผิงแล้วลากแท่นเกาะไปวางใกล้ๆ พักไปแต่งตัวเตรียมอาวุธสักสิบห้านาที เนื้อน่าจะสุกกำลังดี…  

       ชายหนุ่มยืดแขนไปด้านหลัง ประสานมือกันออกแรงบิดยืดกล้ามเนื้อไหล่ จากนั้นสะบัดเหวี่ยงเป็นจังหวะทีละข้าง เช็คข้อต่อตั้งแต่ไหล่ ศอก จนไปถึงข้อมือ ทุกส่วนล้วนสำคัญต่ออาวุธ... ไม่สิ มันคือ อาวุธทั้งหมด

       เมื่อวอร์มร่างกายเสร็จ ชายหนุ่มก็เริ่มชำระล้าง จุ่มมือลงในอ่างน้ำเหล็กสีซีด ล้างอย่างบรรจง นิ้วทุกข้อ ซอกมือ แตะน้ำลงบนหน้าผาก ลากนิ้วลงมาจรดกลางอกเปลือยปล่าว แล้วจึงค่อยใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดร่างกายที่ไม่สูงมากหากทะมัดทะแมง บนผิวกล้ามเนื้อได้รูปเต็มไปด้วยริ้วรอยบาดแผลจางๆทั่วตัว

       "นายทำอย่างนี้ทุกเช้า มีความหมายอะไรหรือปล่า?"

       เสียงทุ้มดังขึ้นด้านหลัง อาคาชิเหลียวหน้ามองนิดนึง คนบนเตียงเท้าคางมอง

       "พิธีกรรมทางศาสนาหรือ?" ชินทาโร่เลิกคิ้วนิดนึง

       "ปล่าว ไม่มีความหมายอะไรหรอก" อาคาชิอธิบาย พลางเช็ดต้นคอ "มันแค่เป็นวิธีรวมสมาธิและระลึกกฏของกลุ่ม เป้าหมายของพวกเรา"

       ชินทาโร่หรี่นัยน์ตาสีเขียวใสมองอย่างเดาความรู้สึกได้ยาก

       "นายอุทิศตัวให้องค์กรมาก แต่ฉันรู้สึกว่านายดูไม่เหมือนคนที่จะยอมให้ใครปกครอง..."

       อาคาชิวาดยิ้มบางๆ "ฉันอุทิศตัวให้เป้าหมายของตนเอง"

       ชายหนุ่มเรือนผมแดงใส่เสื้อสีขาวหม่น หยิบปลอกแขนซ่อนใบมีดที่ดูเก่าแก่รัดลงบนแขนซ้าย เขาเหวี่ยงสะบัดแขนเพื่อเช็คสภาพของมันและเมื่อชายหนุ่มเกร็งท่อนแขนก็มีใบมีดเรียวแหลมคมแทงออกมาข้างใต้ฝ่ามืออย่างรวดเร็ว  

       ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการเคลื่อนไหวลื่นไหลนี้สามารถเอาชีวิตศัตรูได้แน่นอน เพียงแต่ชินทาโร่อดคิดไม่ได้ว่ามันคุ้มกันหรือเปล่า นัยน์ตาสีเขียวใสมองฝ่ามือเรียวแข็งแรงที่ซึ่งนิ้วหนึ่งหายไป...

       "นายเลือกที่จะใช้แฟนธ่อมเบลดได้ แต่ก็ยังเลือกที่จะตัดนิ้วนางทิ้ง" ชินทาโร่เอ่ย "ทำไม..."

       "ทุกอย่างมีเหตุผลของมันเสมอ" อาคาชิเอ่ยพลางเก็บใบมีด

       "ถ้านายใช้เหตุผลในการตัดสินใจ มันก็เรื่องของนาย..."

       คำพูดถูกหยุดด้วยสัมผัสจากปลายนิ้วของมือซ้ายไม่สมบูรณ์ ชินทาโร่เงยหน้ามองคนตรงหน้าที่กลายเป็นนักฆ่าเต็มตัว

       เงาเค้าหน้าใต้ฮู้ดสีกรมท่าเอ่ยกับชายหนุ่ม

       "การตัดสินใจของฉันไม่เคยผิดพลาด จึงไม่เคยเสียใจกับสิ่งที่เลือกแล้ว"

       มองดูนัยน์ตาสีแดงคู่นั้น ข้างหนึ่งเกิดประกายแสงอำพันเรืองรอง ดูเหมือนว่า'อาคาชิ คนธรรมดา'จะหายไปแล้ว...เหลือแต่ 'หัวหน้าทีมนักฆ่า อาคาชิ'  ร่างเรือนผมเขียวถอนหายใจหนักหน่วง ปัดมืออีกฝ่ายออกพลางลุกขึ้นเตรียมตัวอย่างรู้งาน

       "นายไม่มีวันรู้หรอก" ชินทาโร่เอ่ยพลางเริ่มพันผ้าตามเรียวนิ้วมือ "โชคชะตาไม่ใช่สิ่งที่ควบคุมได้"

       "สิ่งที่เราสามารถทำได้ คือพยายามทุกอย่างให้เต็มที่"

       นั่นคือเหตุผลว่าทำไม… ตราบใดที่มีคนๆนี้เคียงข้าง ดูเหมือนว่าสามารถกู้ความเป็นมนุษย์ธรรมดาคืนมาได้ทีละนิด ใบหน้าเคร่งขรึมใต้ฮู้ดกรมท่าซ่อมรอยยิ้มในเงามืด

       "นายอาจจะพูดถูก" เสียงของอาคาชิยอมผ่อนคลายลง "จะพักต่ออีกหน่อยไหม ยังพอมีเวลา"

       “ไม่ล่ะ” ชินทาโร่ปฏิเสธอย่างราบเรียบ “ไม่อยากเผลอหลับ”

       พูดจบก็เหลือบเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องตนอยู่  

       “ไม่ต้องกังวล ไม่ว่านายจะเผลอหลับไปยังไง ฉันจะปลุกให้” รอยยิ้มแต้มบนริมฝีปากภายใต้ฮู้ด ร่างในชุดสีกรมท่าลงบันไดไปอย่างเงียบงัน คำพูดนั้นทำให้ชายหนุ่มนิ่งค้างในอกรู้สึกแปลกประหลาด...



       หัวหน้านักฆ่าเข้าไปในห้องรับแขกว่างเปล่า เห็นได้ชัดว่ายังไม่มีใครเข้ามาใช้งาน ชายหนุ่มเดินไปยังเตาผิง หมายจุดไฟแต่ก็ต้องชะงักเมื่อรู้สึกราวกับถูกจ้องมอง อา...ความรู้สึกนี้ เขาคุ้นเคยดีทีเดียว อาคาชิเอ่ยโดยที่ยังก้มลงจุดไฟ

       “เป็นนายเองหรือ คุโรโกะ”

       “ครับ อาคาชิคุง” ปรากฏตัวออกมาจากเงาราวกับไร้ตัวตน นักฆ่าที่ไร้พิษภัยที่สุดหากแต่น่ากลัวที่สุด เช่นกัน

       “องค์กรแน่ใจแล้วหรือที่ส่งนายมา” น้ำเสียงไม่มีความดูหมิ่นใดๆ แต่เอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “งานชิ้นนี้เบื้องบนต้องการใช้เลือดเทมพลาร์ล้างเท้า นายแน่ใจหรือว่าจะรับมือได้”

       เปลวไฟดวงเล็กถูกจุดขึ้น “นายไม่ชอบการฆ่า...ไม่ใช่หรือ”

       เหตุที่คุโรโกะเป็นนักฆ่าไร้พิษภัย เพราะชายหนุ่มไม่เคยฆ่าใครโดยตรง อาคาชิจึงต้องถามเพื่อความแน่ใจ

       “ผมมาเพื่อสนับสนุนครับ” เหมือนกับทุกครั้ง… “เพียงแต่นักฆ่าที่เพิ่มเข้ามาจริงๆแล้ว...”

       คุโรโกะพยักหน้าไปทางด้านหลัง มีคนนอนอยู่บนโซฟายาว อาคาชิจึงไม่เห็นในตอนแรก คนๆนั้นดีดตัวลุกขึ้นมาอย่างกระปรี้กระเปร่า ร่างกระชับสูงกว่าเขานิดหน่อย เรือนแสกกลางผมสีดำสนิท กับนัยน์ตาสีเทาหมอกคู่นั้นกลับทำให้เขานึกถึงเจ้าเหยี่ยวตัวนั้นอย่างน่าประหลาด

       “คาซึนาริ นายจะเรียกฉันว่าอย่างนั้นก็ได้”

       มีความลึกลับมากมายซ่อนอยู่ภายในดวงตาสีหมอกนั่น สายตาที่ดูราวต้องการบอกอะไรสักอย่างกับเขา แต่ก็เลือกที่จะเก็บงำมันไว้ ทำให้อาคาชิเลือกที่จะกอดอกและทำเพียงปรายตามองมืออีกฝ่ายที่ยื่นมา ทักทาย  จนคาซึนาริได้แต่ดึงมือกลับไปอย่างเก้ๆกังๆ

       “อ่า- ยังไม่ทันเริ่มงานด้วยกัน ก็ถูกเหม็นขี้หน้าซะแล้วเหรอเนี่ย”

       “ตรวจสอบปูมหลังแล้ว?” อาคาชิถามคุโรโกะเหมือนอีกคนไม่มีตัวตน คุโรโกะพยักหน้าให้อย่างเข้าใจดี

       “ไม่ใช่สปายแน่นอนครับ”

       เมื่อได้ยินคำตอบคาซึนาริจึงเริ่มมีตัวตนในสายตาสีแดงคู่นั้น

       “ขอโทษด้วยที่เสียมารยาท แต่ฉันมีเหตุผลของฉัน”

       คำขอโทษที่ราวกับไม่ได้ขอโทษนั่นทำเอานักฆ่าหน้าใหม่ถึงกับยกมือยอมแพ้

       “ช่างเถอะ ฉันเข้าใจดีเลยล่ะ ไม่ต้องลดเกียร์ติหรอก”  น้ำเสียงสบายๆมีความประชดประชันแฝงอยู่ เล็กน้อย หัวหน้านักฆ่าในเวลานี้ดูราวกับสิงโตซุ่มดูพฤติกรรมเหยื่อไม่มีผิด ต่างกันแค่สิงโตรายนี้จับตามอง โต้งๆเลยก็เท่านั้น

       อาคาชิกอดอกใคร่ครวญ ยอบตัวลงนั่งบนโซฟาข้างเตาผิง ระหว่างนั้นผู้นำสารและสนับสนุน ก็เอ่ยขึ้นขัดจังหวะความคิด  “อาคาชิคุง เกี่ยวกับภารกิจคราวนี้...มีคำสั่งถูกเปลี่ยนแปลงครับ”

       นัยน์ตาสีแดงเหลือบมองร่างเรือนผมสีฟ้าอ่อน พลางเลิกคิ้วเป็นคำถาม

       “เบื้องบนต้องการให้บุกเข้าไปในฐานเทมพลาร์”

       “เพื่ออะไร?” อาคาชิหมุนแก้วบนโต๊ะพลางรินบรั่นดี จิบเพื่อลดความหนาว “ถ้าเพื่อทำให้เอิกเกริก ฉันคิดว่าที่ลานประหารนั้นทำให้พวกเขาสมปรารถนาไปแล้ว”

       “พวกเขาต้องการให้อาคาชิคุงกำจัดหัวหน้าเทมพลาร์ ที่ฐานของเทมพลาร์ครับ”

       ...เพื่อสร้างความหวาดกลัวที่ลึกลงไปมากกว่าเดิม ไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าการเห็นคนมีอำนาจที่สุดถูกฆ่า ในที่ปลอดภัยที่สุดอย่างนั้นสิ?

       “ก็ได้” น้กฆ่าเรือนผมแดงเอ่ย นัยน์ตาคมกริบมองอย่างไม่เปิดช่องว่างให้ต่อรอง “แต่ฉันจะทำตามวิธีของฉัน...”

       คาซึนาริทำท่าจะพูดอะไรสักอย่างที่ไม่เห็นด้วย แต่ก็งับปากกลืนคำพูดลงไป เจ้าตัวไขว้แขนไปข้างหลังเพื่อหนุนหัวนอนบนโซฟาต่ออย่างเบื่อหน่าย ทว่าเสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นทำให้การสนทนาหยุดลงกระทันหัน ชายหนุ่มแหงนหน้ามองร่างผู้มาเข้าร่วม

       “อาโอมิเนะกับคิเสะยังไม่ตื่นอีกเหรอ...เจ้าสองคนนั่น”

       เสียงทุ้มต่ำไม่สบอารมณ์ ร่างเรือนผมเขียวอ่อนในชุดฮู้ดยาวสีเข้ม ทำให้นัยน์ตาสีเทาหมอกถูกแช่ค้าง ไว้อย่างนั้น

       “ไม่แน่ใจกับอาโอมิเนะ แต่คิเสะออกไปข้างนอก คงกำลังสืบข่าวอยู่” อาคาชินิ่งไปนิด “หรือไม่ก็ติดพันกับผู้หญิงอยู่”

       เหมือนคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ แล้วก็ได้รับสายตาคาดโทษดังคาด

       “นายตามใจพวกนั้นเกินไป...” น้ำเสียงดุชะงักลง พลางเอ่ยขึ้นใหม่ “ใคร?”

       ชั่วขณะนั้นเองร่างที่นิ่งค้างจึงเริ่มมีการเคลื่อนไหว เหวี่ยงขากระชากตัวลุกขึ้นอย่างปราดเปรียว พริบตาเดียวขยับมาหยุดอยู่ตรงหน้าขั้นบันไดถัดไปที่ชินทาโร่ยืนอยู่

       “นายคือมิโดริมะ ชินทาโร่ใช่ไหม”

       คนแปลกหน้าว่าพลางยืนมือมาให้เต็มไปด้วยความเป็นมิตร หากแต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับเช่นเดิม คิ้วเรียวขมวดมุ่น หรี่นัยน์ตามองอย่างระแวงระวัง

       “นายรู้จักชื่อของฉันได้ยังไง?”

       “...อ๋อ เรื่องนี้ ได้ยินมาจากคุโรโกะน่ะ” ยกนิ้วโป้งชี้ไปข้างหลัง “ต้องรู้จักเพื่อนร่วมงานกันไว้นี่นา”

       ชินทาโร่คลายท่าทีระวังตัวลง “คนใหม่ที่ว่าคือนายเอง?”

       “ใช่ ทีนี้พอจะทำความรู้จักกันได้หรือยัง?”

       “ฉันไม่รู้จักนาย”

       หรืออาจจะหมายถึงว่าไม่ต้องการรู้จัก แต่อย่างไรก็ตามอีกฝ่ายยังคงตื้อยื่นมือมาให้พร้อมยิ้มแ