[KNB] HELP ME TO DECIDE 2

posted on 03 Jun 2015 22:33 by kaos in Fictions directory Fiction

กลับมาลงฟิคที่นี่หลังจากรู้ว่ายานยูเอฟโอหายไปแล้ว

และมีคนหลงเหลืออยู่ ywy คิดถึงบ้านจุง

แต่ก็แบ่งเป็นสัดเป็นส่วนไว้ ถ้าภาพตอนนี้จะอัพลงเพจกับทวิตค่ะ

(https://www.facebook.com/WalkinHeavenz 
https://twitter.com/Da_Kaos)

ส่วนฟิคก็ลงที่นี่ละกันเนาะ แว้บมาแปะตามฟีลและอินเนอร์

 

 
Warning
 
*BL
*CrossOver


=-==-=-=-=-=--=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=--=-=-=-=-==-=-=

 

 

H e l p   m e   t o   D e c i d e

 
 
 
Paring| AkaMido
Drama|ห นั ก ห น า
Erotic| เ บ า เ บ า
Author| D a K a o s
| Part ? 

 

 


สายลมพัดพริ้วผ่าน

บนท้องฟ้าสูงไกลจนเอื้อมไม่ถึงนั่น

จะเหน็บหนาว...

หรือ

จะอบอุ่นเหมือนเช่นลมหายใจ...

ของนายกันแน่…

       เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนข้างกายราวเสียงกล่อมให้หลับทุกคืน ซึ่งคุ้นเคยกับมันจนขาด ไม่ได้เสียแล้ว ต่างจากคนอื่นซึ่งยินดีที่จะหลับโดยปราศจากเสียงและแสงใดๆมากกว่า เมื่อคนหนึ่งคุ้นกับเสียงและอีกคนคุ้นกับแสง ห้องของพวกเขาจึงดูแปลกเกินกว่าจะเรียกว่าเป็น ห้องของนักฆ่าแต่คงจะปกติสำหรับห้องคนธรรมดา ตะเกียงเล็กๆส่องแสงอ่อนข้างหัวเตียง ที่กว้างแค่พอให้นอนเบียดกันสองคน

       เปลือกตาหนาปรือขึ้นอย่างเชื่องช้า กระพริบให้สายตาเข้าที่อยู่ครู่หนึ่ง นัยน์ตาสีแดงทับทิมมองท้องฟ้ารุ่งสางนอกหน้าต่างแล้วเลื่อนมายังร่างข้างกายที่หลับสนิทด้วยความเหนื่อย ยังเพิ่งเริ่มสว่างบนเส้นขอบฟ้าเท่านั้น…

       ชายหนุ่มแตะเรือนผมสีเขียวอ่อนอย่างเบามือ กระนั้นคนหลับลึกก็ยังขมวดคิ้วอย่างรำคาญ เขายิ้มมุมปากมองอย่างเอ็นดู ตัดสินใจให้เวลาทีมได้พักต่ออีกหน่อยและใช้โอกาสนี้นอนฟังเสียงลมหายใจคนข้างกายต่อ

       ซึ่บ-

       อาคาชิหลุบมองเมื่อคนนอนเหยียดตัวตรงเป็นปกติ จู่ๆนอนขดตัวซุกหายไปในผ้าห่ม เขาแปลกใจจึงเลิกผ้าขึ้นเพื่อมองเข้าไป และเห็นใบหน้าบูดบึ้ง

       "เผลอทำให้นายตื่นหรือ?" อาคาชิยิ้มบางๆ "ขอโทษทีนะ ชินทาโร่"

       อีกฝ่ายขดตัวกลมจนดูคล้ายกระต่ายจำศีลในหน้าหนาว ...แต่เป็นกระต่ายที่สูงกว่าเขาหนึ่งช่วงไหล่ ถ้าจำไม่ผิดอีกฝ่ายสูงราวๆร้อยเก้าสิบกว่าเซ็นฯกระมัง

       "หนาวจนซุกผ้าห่มเลย?"

       "แล้วใครดันเปิดหน้าต่าง..." เสียงต่อว่าดังอู้อี้ในกองผ้า

       "ยังมีที่ว่างอีกหน่อย เบียดเข้ามาสิ จะได้อุ่น" เขาสัพหยอกอย่างอารมณ์ดี

       ชินทาโร่โผล่ใบหน้าครึ่งหนึ่งออกมาจากผ้าห่ม หรี่นัยน์ตาดุ ก่อนจะมีเสียงตุ้บเบาๆดังขึ้น แม้จะต่อยเข้าให้ทีเล่นทีจริง อาคาชิที่เกร็งกล้ามเนื้อท้องรออยู่แล้วยังรู้สึกจุกนิดๆทำเอารอยยิ้มเจื่อนลง

       แต่ครู่ต่อมาชายหนุ่มเรือนผมแดงก็รู้สึกได้ถึงไออุ่นสัมผัสรอบลำตัว

       “ตัวนายเย็นเกินไป...”

       ช่วงเวลาในรุ่งสางแสงสว่างเลือนราง ไออุ่นเกิดจากการสัมผัสกันและเงียบสงัดจนได้ยินลมหายใจ

       เรียบง่ายและสงบสุข... คนธรรมดาก็คงรู้สึกอย่างนี้ อาคาชินึกพลางอยากประวิงเวลานี้ให้นานขึ้นอีกสักหน่อย ก่อนจะกลับไปยังโลกปกติของเหล่าแอสซาซิน

       เขาซุกเรือนผมสีเขียวอ่อนใบไม้ ลูบปอยผมนุ่มมือก่อนจูบหน้าผากอุ่น

       “อืม... ตัวนายก็อุ่น...มากเหมือนกัน”

 
 
 
 
 
 
 

       กลางคืนที่ผ่านมาไม่มีเรื่องโรแมนติคใดๆเกิดขึ้น

       หนึ่ง เพราะภารกิจและหน้าที่ขว้างกั้นระหว่างพวกเขาทั้งคู่ไว้ ถ้อยคำยั่วเย้าเร่าร้อนจึงกลายเป็นเหมือนถ่านมอดก้อนเทาๆในเตาผิงที่ดับแล้ว

       สอง เพราะทันทีที่เขากับชินทาโร่ล้มตัวลงบนเตียง เจ้าสิ่งมีชีวิตไร้กาลเทศะติดปีก ก็บินโฉบมากางปีกกกบนตัวเจ้านาย เหมือนแม่ไก่ปกป้องไข่...

       อาจจะเป็นอย่างหลังที่ทำให้อาคาชิหมดอารมณ์โรแมนติคไปในทันที มองนกน่ารำคาญหลับสัปหงกอย่างไร้ความสง่าของเผ่าพันธุ์ เขาอาจจะขอบคุณมันในเช้าวันนี้ ด้วยการจุดไฟเตาผิงแล้วลากแท่นเกาะไปวางใกล้ๆ พักไปแต่งตัวเตรียมอาวุธสักสิบห้านาที เนื้อน่าจะสุกกำลังดี…  

       ชายหนุ่มยืดแขนไปด้านหลัง ประสานมือกันออกแรงบิดยืดกล้ามเนื้อไหล่ จากนั้นสะบัดเหวี่ยงเป็นจังหวะทีละข้าง เช็คข้อต่อตั้งแต่ไหล่ ศอก จนไปถึงข้อมือ ทุกส่วนล้วนสำคัญต่ออาวุธ... ไม่สิ มันคือ อาวุธทั้งหมด

       เมื่อวอร์มร่างกายเสร็จ ชายหนุ่มก็เริ่มชำระล้าง จุ่มมือลงในอ่างน้ำเหล็กสีซีด ล้างอย่างบรรจง นิ้วทุกข้อ ซอกมือ แตะน้ำลงบนหน้าผาก ลากนิ้วลงมาจรดกลางอกเปลือยปล่าว แล้วจึงค่อยใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดร่างกายที่ไม่สูงมากหากทะมัดทะแมง บนผิวกล้ามเนื้อได้รูปเต็มไปด้วยริ้วรอยบาดแผลจางๆทั่วตัว

       "นายทำอย่างนี้ทุกเช้า มีความหมายอะไรหรือปล่า?"

       เสียงทุ้มดังขึ้นด้านหลัง อาคาชิเหลียวหน้ามองนิดนึง คนบนเตียงเท้าคางมอง

       "พิธีกรรมทางศาสนาหรือ?" ชินทาโร่เลิกคิ้วนิดนึง

       "ปล่าว ไม่มีความหมายอะไรหรอก" อาคาชิอธิบาย พลางเช็ดต้นคอ "มันแค่เป็นวิธีรวมสมาธิและระลึกกฏของกลุ่ม เป้าหมายของพวกเรา"

       ชินทาโร่หรี่นัยน์ตาสีเขียวใสมองอย่างเดาความรู้สึกได้ยาก

       "นายอุทิศตัวให้องค์กรมาก แต่ฉันรู้สึกว่านายดูไม่เหมือนคนที่จะยอมให้ใครปกครอง..."

       อาคาชิวาดยิ้มบางๆ "ฉันอุทิศตัวให้เป้าหมายของตนเอง"

       ชายหนุ่มเรือนผมแดงใส่เสื้อสีขาวหม่น หยิบปลอกแขนซ่อนใบมีดที่ดูเก่าแก่รัดลงบนแขนซ้าย เขาเหวี่ยงสะบัดแขนเพื่อเช็คสภาพของมันและเมื่อชายหนุ่มเกร็งท่อนแขนก็มีใบมีดเรียวแหลมคมแทงออกมาข้างใต้ฝ่ามืออย่างรวดเร็ว  

       ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการเคลื่อนไหวลื่นไหลนี้สามารถเอาชีวิตศัตรูได้แน่นอน เพียงแต่ชินทาโร่อดคิดไม่ได้ว่ามันคุ้มกันหรือเปล่า นัยน์ตาสีเขียวใสมองฝ่ามือเรียวแข็งแรงที่ซึ่งนิ้วหนึ่งหายไป...

       "นายเลือกที่จะใช้แฟนธ่อมเบลดได้ แต่ก็ยังเลือกที่จะตัดนิ้วนางทิ้ง" ชินทาโร่เอ่ย "ทำไม..."

       "ทุกอย่างมีเหตุผลของมันเสมอ" อาคาชิเอ่ยพลางเก็บใบมีด

       "ถ้านายใช้เหตุผลในการตัดสินใจ มันก็เรื่องของนาย..."

       คำพูดถูกหยุดด้วยสัมผัสจากปลายนิ้วของมือซ้ายไม่สมบูรณ์ ชินทาโร่เงยหน้ามองคนตรงหน้าที่กลายเป็นนักฆ่าเต็มตัว

       เงาเค้าหน้าใต้ฮู้ดสีกรมท่าเอ่ยกับชายหนุ่ม

       "การตัดสินใจของฉันไม่เคยผิดพลาด จึงไม่เคยเสียใจกับสิ่งที่เลือกแล้ว"

       มองดูนัยน์ตาสีแดงคู่นั้น ข้างหนึ่งเกิดประกายแสงอำพันเรืองรอง ดูเหมือนว่า'อาคาชิ คนธรรมดา'จะหายไปแล้ว...เหลือแต่ 'หัวหน้าทีมนักฆ่า อาคาชิ'  ร่างเรือนผมเขียวถอนหายใจหนักหน่วง ปัดมืออีกฝ่ายออกพลางลุกขึ้นเตรียมตัวอย่างรู้งาน

       "นายไม่มีวันรู้หรอก" ชินทาโร่เอ่ยพลางเริ่มพันผ้าตามเรียวนิ้วมือ "โชคชะตาไม่ใช่สิ่งที่ควบคุมได้"

       "สิ่งที่เราสามารถทำได้ คือพยายามทุกอย่างให้เต็มที่"

       นั่นคือเหตุผลว่าทำไม… ตราบใดที่มีคนๆนี้เคียงข้าง ดูเหมือนว่าสามารถกู้ความเป็นมนุษย์ธรรมดาคืนมาได้ทีละนิด ใบหน้าเคร่งขรึมใต้ฮู้ดกรมท่าซ่อมรอยยิ้มในเงามืด

       "นายอาจจะพูดถูก" เสียงของอาคาชิยอมผ่อนคลายลง "จะพักต่ออีกหน่อยไหม ยังพอมีเวลา"

       “ไม่ล่ะ” ชินทาโร่ปฏิเสธอย่างราบเรียบ “ไม่อยากเผลอหลับ”

       พูดจบก็เหลือบเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องตนอยู่  

       “ไม่ต้องกังวล ไม่ว่านายจะเผลอหลับไปยังไง ฉันจะปลุกให้” รอยยิ้มแต้มบนริมฝีปากภายใต้ฮู้ด ร่างในชุดสีกรมท่าลงบันไดไปอย่างเงียบงัน คำพูดนั้นทำให้ชายหนุ่มนิ่งค้างในอกรู้สึกแปลกประหลาด...



       หัวหน้านักฆ่าเข้าไปในห้องรับแขกว่างเปล่า เห็นได้ชัดว่ายังไม่มีใครเข้ามาใช้งาน ชายหนุ่มเดินไปยังเตาผิง หมายจุดไฟแต่ก็ต้องชะงักเมื่อรู้สึกราวกับถูกจ้องมอง อา...ความรู้สึกนี้ เขาคุ้นเคยดีทีเดียว อาคาชิเอ่ยโดยที่ยังก้มลงจุดไฟ

       “เป็นนายเองหรือ คุโรโกะ”

       “ครับ อาคาชิคุง” ปรากฏตัวออกมาจากเงาราวกับไร้ตัวตน นักฆ่าที่ไร้พิษภัยที่สุดหากแต่น่ากลัวที่สุด เช่นกัน

       “องค์กรแน่ใจแล้วหรือที่ส่งนายมา” น้ำเสียงไม่มีความดูหมิ่นใดๆ แต่เอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “งานชิ้นนี้เบื้องบนต้องการใช้เลือดเทมพลาร์ล้างเท้า นายแน่ใจหรือว่าจะรับมือได้”

       เปลวไฟดวงเล็กถูกจุดขึ้น “นายไม่ชอบการฆ่า...ไม่ใช่หรือ”

       เหตุที่คุโรโกะเป็นนักฆ่าไร้พิษภัย เพราะชายหนุ่มไม่เคยฆ่าใครโดยตรง อาคาชิจึงต้องถามเพื่อความแน่ใจ

       “ผมมาเพื่อสนับสนุนครับ” เหมือนกับทุกครั้ง… “เพียงแต่นักฆ่าที่เพิ่มเข้ามาจริงๆแล้ว...”

       คุโรโกะพยักหน้าไปทางด้านหลัง มีคนนอนอยู่บนโซฟายาว อาคาชิจึงไม่เห็นในตอนแรก คนๆนั้นดีดตัวลุกขึ้นมาอย่างกระปรี้กระเปร่า ร่างกระชับสูงกว่าเขานิดหน่อย เรือนแสกกลางผมสีดำสนิท กับนัยน์ตาสีเทาหมอกคู่นั้นกลับทำให้เขานึกถึงเจ้าเหยี่ยวตัวนั้นอย่างน่าประหลาด

       “คาซึนาริ นายจะเรียกฉันว่าอย่างนั้นก็ได้”

       มีความลึกลับมากมายซ่อนอยู่ภายในดวงตาสีหมอกนั่น สายตาที่ดูราวต้องการบอกอะไรสักอย่างกับเขา แต่ก็เลือกที่จะเก็บงำมันไว้ ทำให้อาคาชิเลือกที่จะกอดอกและทำเพียงปรายตามองมืออีกฝ่ายที่ยื่นมา ทักทาย  จนคาซึนาริได้แต่ดึงมือกลับไปอย่างเก้ๆกังๆ

       “อ่า- ยังไม่ทันเริ่มงานด้วยกัน ก็ถูกเหม็นขี้หน้าซะแล้วเหรอเนี่ย”

       “ตรวจสอบปูมหลังแล้ว?” อาคาชิถามคุโรโกะเหมือนอีกคนไม่มีตัวตน คุโรโกะพยักหน้าให้อย่างเข้าใจดี

       “ไม่ใช่สปายแน่นอนครับ”

       เมื่อได้ยินคำตอบคาซึนาริจึงเริ่มมีตัวตนในสายตาสีแดงคู่นั้น

       “ขอโทษด้วยที่เสียมารยาท แต่ฉันมีเหตุผลของฉัน”

       คำขอโทษที่ราวกับไม่ได้ขอโทษนั่นทำเอานักฆ่าหน้าใหม่ถึงกับยกมือยอมแพ้

       “ช่างเถอะ ฉันเข้าใจดีเลยล่ะ ไม่ต้องลดเกียร์ติหรอก”  น้ำเสียงสบายๆมีความประชดประชันแฝงอยู่ เล็กน้อย หัวหน้านักฆ่าในเวลานี้ดูราวกับสิงโตซุ่มดูพฤติกรรมเหยื่อไม่มีผิด ต่างกันแค่สิงโตรายนี้จับตามอง โต้งๆเลยก็เท่านั้น

       อาคาชิกอดอกใคร่ครวญ ยอบตัวลงนั่งบนโซฟาข้างเตาผิง ระหว่างนั้นผู้นำสารและสนับสนุน ก็เอ่ยขึ้นขัดจังหวะความคิด  “อาคาชิคุง เกี่ยวกับภารกิจคราวนี้...มีคำสั่งถูกเปลี่ยนแปลงครับ”

       นัยน์ตาสีแดงเหลือบมองร่างเรือนผมสีฟ้าอ่อน พลางเลิกคิ้วเป็นคำถาม

       “เบื้องบนต้องการให้บุกเข้าไปในฐานเทมพลาร์”

       “เพื่ออะไร?” อาคาชิหมุนแก้วบนโต๊ะพลางรินบรั่นดี จิบเพื่อลดความหนาว “ถ้าเพื่อทำให้เอิกเกริก ฉันคิดว่าที่ลานประหารนั้นทำให้พวกเขาสมปรารถนาไปแล้ว”

       “พวกเขาต้องการให้อาคาชิคุงกำจัดหัวหน้าเทมพลาร์ ที่ฐานของเทมพลาร์ครับ”

       ...เพื่อสร้างความหวาดกลัวที่ลึกลงไปมากกว่าเดิม ไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าการเห็นคนมีอำนาจที่สุดถูกฆ่า ในที่ปลอดภัยที่สุดอย่างนั้นสิ?

       “ก็ได้” น้กฆ่าเรือนผมแดงเอ่ย นัยน์ตาคมกริบมองอย่างไม่เปิดช่องว่างให้ต่อรอง “แต่ฉันจะทำตามวิธีของฉัน...”

       คาซึนาริทำท่าจะพูดอะไรสักอย่างที่ไม่เห็นด้วย แต่ก็งับปากกลืนคำพูดลงไป เจ้าตัวไขว้แขนไปข้างหลังเพื่อหนุนหัวนอนบนโซฟาต่ออย่างเบื่อหน่าย ทว่าเสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นทำให้การสนทนาหยุดลงกระทันหัน ชายหนุ่มแหงนหน้ามองร่างผู้มาเข้าร่วม

       “อาโอมิเนะกับคิเสะยังไม่ตื่นอีกเหรอ...เจ้าสองคนนั่น”

       เสียงทุ้มต่ำไม่สบอารมณ์ ร่างเรือนผมเขียวอ่อนในชุดฮู้ดยาวสีเข้ม ทำให้นัยน์ตาสีเทาหมอกถูกแช่ค้าง ไว้อย่างนั้น

       “ไม่แน่ใจกับอาโอมิเนะ แต่คิเสะออกไปข้างนอก คงกำลังสืบข่าวอยู่” อาคาชินิ่งไปนิด “หรือไม่ก็ติดพันกับผู้หญิงอยู่”

       เหมือนคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ แล้วก็ได้รับสายตาคาดโทษดังคาด

       “นายตามใจพวกนั้นเกินไป...” น้ำเสียงดุชะงักลง พลางเอ่ยขึ้นใหม่ “ใคร?”

       ชั่วขณะนั้นเองร่างที่นิ่งค้างจึงเริ่มมีการเคลื่อนไหว เหวี่ยงขากระชากตัวลุกขึ้นอย่างปราดเปรียว พริบตาเดียวขยับมาหยุดอยู่ตรงหน้าขั้นบันไดถัดไปที่ชินทาโร่ยืนอยู่

       “นายคือมิโดริมะ ชินทาโร่ใช่ไหม”

       คนแปลกหน้าว่าพลางยืนมือมาให้เต็มไปด้วยความเป็นมิตร หากแต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับเช่นเดิม คิ้วเรียวขมวดมุ่น หรี่นัยน์ตามองอย่างระแวงระวัง

       “นายรู้จักชื่อของฉันได้ยังไง?”

       “...อ๋อ เรื่องนี้ ได้ยินมาจากคุโรโกะน่ะ” ยกนิ้วโป้งชี้ไปข้างหลัง “ต้องรู้จักเพื่อนร่วมงานกันไว้นี่นา”

       ชินทาโร่คลายท่าทีระวังตัวลง “คนใหม่ที่ว่าคือนายเอง?”

       “ใช่ ทีนี้พอจะทำความรู้จักกันได้หรือยัง?”

       “ฉันไม่รู้จักนาย”

       หรืออาจจะหมายถึงว่าไม่ต้องการรู้จัก แต่อย่างไรก็ตามอีกฝ่ายยังคงตื้อยื่นมือมาให้พร้อมยิ้มแย้ม ชวนหัวคิ้วกระตุก

       “คาซึนาริ ...ทาคาโอะ”

       ชื่อที่ถูกเพิ่มเติมเข้ามา เรียกความสนใจได้ถึงชะงัด ร่างสูงโปร่งจึงค่อยพินิจใบหน้าอีกฝ่ายดีๆ และได้เห็น นัยน์ตาสีเทาสว่างนั่นดูคล้ายกับเหยี่ยวของตนอย่างน่าประหลาด

       “เป็นคู่หูภารกิจของนายในครั้งนี้”


 


       การหารือแผนการผ่านพ้นไป ไม่ง่ายเลยกับการต้องปรับและเตรียมพร้อมอะไรหลายอย่าง เมื่อข้อเรียกร้อง จากองค์กรมีมากเกินไปต่างกับที่ผ่านๆมา ดูเหมือนว่าใครบางคนต้องการปิดฉากละครฉายฉากฆ่ากันซ้ำซากนี้ลงเสียที

       ภายในห้องรับแขกกว้างเหลือเพียงสองคน เสียงถ่านไหม้เปรี๊ยะประ ช่วยประคองบรรยากาศไม่ให้เงียบเกินไป คนข้างกายเขาเงียบตลอดการหารือ

       “มีอะไรหรือ ชินทาโร่” อาคาชิเอ่ย ดึงอีกฝ่ายออกจากภวังค์

       นัยน์ตาสีเขียวใต้กรอบแว่น ยังคงหลุบลงอย่างครุ่นคิด

       “ก็แค่คิดถึงเรื่องบังเอิญ...”

       “หมายถึงคนมาใหม่?”

       ชินทาโร่ไม่ตอบกลับ แต่อาคาชิไม่ต้องการคำพูดเพื่อหาคำตอบ ข่ายหนุ่มเพียงมองอากัปกริยาแล้วก็ถอนใจ นั่นสิ จะเป็นใครได้ … นัยน์ตาสีแดงยังคงจับจ้องงานตรงหน้า ทว่ารับรู้ได้ถึงความไม่สบายใจ

       เสียงขยับกระดาษหยุดลง ความรู้สึกแปลกๆที่อธิบายไม่ได้ว่ามันคืออะไร คืบคลานไปทั่วเหมือนมีแมงมุมไต่ในซอกมุมความคิดของเขา การปรากฏตัวของคาซึนารินำพาความเปลี่ยนแปลงบางอย่างมา… บางอย่างที่สังหรณ์ว่าเป็นเพียงแค่การเริ่มต้น...

       “ไว้ฉันจะตรวจสอบกับคุโรโกะอีกที แต่พักเรื่องนี้ไว้ก่อน...”

       ชายหนุ่มส่งกระดาษให้คนข้างๆ และรูปวาดให้คนข้างกาย ชินทาโร่รับไปตรวจสอบและทำความเข้าใจว่าเขาต้องประจำที่ ณ จุดใด จดจำใบหน้าว่าใครที่ตนต้องสังหาร

       “วันนี้...?” ร่างสูงเอ่ยทวน “จะไม่เร็วไปหน่อยหรือ”

       “พวกเขาต้องการอย่างนั้น”  
       ‘พวกเขา’ ที่ว่าคือเบื้องบน คนระดับสูงในองค์กรนักฆ่า ภารกิจครั้งนี้มีคำสั่งกำหนดไว้เป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่มากจนเกินไป เพราะทางองค์กรรู้ดีว่าถ้าพยายามควบคุมมากจนเกินไป ราชสีห์ตนนี้พร้อมจะสลัดพันธนการเป็นอิสระทุกเมื่อ

       อันที่จริงอาคาชิให้ความร่วมมือเพราะมีจุดเป้าหมายเดียวกันเท่านั้น… นัยน์ตาสีทับทิมประกายอำพันเล็กๆจ้องมองแท่งเหล็กเนื้อเย็นคมปลาบ วาดนิ้วเช็คคมมีดอีกครั้ง

       “ไม่มีการล้างแค้นใดเร็วเกินไป”

       ชินทาโร่ไม่ซักไซ้อะไรอีก   ขยำมือลงบนกระดาษจนมันยับเล็กน้อย เก็บงำความรู้สึกไว้ภายใต้สีหน้าเฉยชา

       “ถ้าอย่างนั้นก็แยกกันเหมือนเดิม?” ร่างสูงโปร่งลุกขึ้นยืน วาดมือหยิบสายหนังสะพายปืนขึ้นหลัง

       “อืม” อาคาชิส่งเสียงรับในลำคอ สายตาผละจากปลายมีดในที่สุด กลับมาเป็นดวงตาแฝงความอบอุ่นเช่นเดิม  “แล้วเจอกัน”

       “อืม”

       สิ้นเสียงรับคำนักฆ่าก็แยกย้ายไปเพื่อเตรียมการสังหารให้จบลงอย่างรวดเร็วที่สุด เพื่อที่จะได้กลับคืนสู่คนธรรมดา...อีกครั้ง








       แต่ไหนแต่ไรหากเลือกได้ เหล่าแอสซาซินมักจะเลือกเวลาพลบค่ำ เพราะมันง่ายเสียเหลือเกินกับการพรางตัวเข้าไปในฝูงชนมากมาย และแสงรอบด้านที่มืดลง ...หากแต่สภาพอากาศที่หมอกลงจัด ภาพการมองเห็นสีเป็นเทาเฉดฟ้าหม่นขมุกขมัวอย่างนี้ พวกเขาไม่ต้องใช้พลบค่ำเพื่อพรางตัวหรอก

       ร่างสูงเดินไปบนขอบตึกหอคอยสูง เหนือม่านหมอกขึ้นไปอีก สูงจัดซึ่งหากพลัดตกลงไปคงไม่เหลือซากอะไรให้เก็บเท่าไหร่...

       “ไม่คิดจะคุยอะไรกันหน่อยเหรอ” เสียงขี้เล่นดังมาจากข้างหลัง  เขาไม่ตอบรับ เสียงนั้นจึงพูดต่อ

       “ฉันจำได้ว่าแนะนำตัวไปแล้วนะ”

       เหลือบมองด้วยหางตา เห็นริมฝีปากได้รูปวาดยิ้มกว้าง เน้นคำอย่างอ้อยอิ่ง “ชิน-จัง-ง”

       “อย่ามาทำตีสนิท”

       คนตัวสูงกว่าตอบกลับทันควัน แทนที่จะสลดรอยยิ้มนั่นกลับยิ่งกว้างกว่าเดิม จึงเอ่ยเสียงดุ “เล่นมาก ระวังตกลงไป”

       “เป็นห่วงเหรอ?” คาซึนาริ กระเซ้า

       “ไม่อยากให้ภารกิจล่ม” ร่างสูงโปร่งตอบกลับทันที ดึงฮู้ดลงต่ำปิดบังสีหน้า เห็นได้ชัดว่าไม่คิดจะต่อคำสนทนา ทว่าคนขี้เล่นก็ยังคงชวนคุยอย่างไม่สนใจ

       “นายชอบขึ้นที่สูงๆอย่างนี้เสมอเหรอ?”

       เรียวนิ้วเคาะปืนยาวเบาๆเป็นคำตอบ  เขาถนัดลอบสังหารระยะไกล

       “แยกมาคนเดียวอย่างนี้ไม่เหงาเหรอ?” ชายหนุ่มผมดำสนิทเอ่ย “ไม่พูดอะไรบ้างล่ะ”

       “เพราะเบื่อที่ต้องตอบคำถามไร้สาระของนายยังไงล่ะ”

       ใบหน้าหล่อเหลากวนอารมณ์ฉีกยิ้มพลางเลิกคิ้วข้างหนึ่ง

       “งั้นฉันจะกวนจนนายเบื่อตายเลย ชิน-จัง-”

       ชินทาโร่ตัดสินใจไม่สนอะไรอีก

       นักฆ่าหนุ่มพาตัวเองขึ้นไปยังจุดสูงสุดของหอคอย  ร่างสูงโปร่งเลิกฮู้ดขึ้นพลางส่งเสียงผิวปากเสียงกังวาลขึ้นไปบนท้องฟ้าสีสดใส เงาสีดำจุดเล็กๆปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงพระอาทิตย์ พุ่งถลาร่อนลงบนท่อนแขนที่ยกขึ้นรอ เหยี่ยวตัวใหญ่ซุกไซ้เจ้านายเบาๆขณะที่สารถูกแกะออกจากข้อเท้า

       ชั่วเวลาสั้นๆที่นักฆ่าร่างสูงเผยความอ่อนโยนออกมา เขาลูบปีกเบาๆก่อนจะปล่อยให้มันบินออกไปทำหน้าที่สอดแนมต่อ

       “เหมือนนายเอ็นดูมันมากนะ”

       นัยน์ตาสีเขียวเหลือบมองต้นเสียง  ในน้ำเสียงคล้ายมีทั้งความริษยาปนดีใจผสมกันอย่างลงตัว จนแทบแยกไม่ออก ซึ่งเขาก็ไม่เข้าใจนักว่าจะอิจฉาที่เขาสนใจนกมากกว่าไปทำไม คนๆนี้เป็นเด็กสิบสองขวบหรือไง

       “แต่มันไม่เคยเชื่อฟัง” ชายหนุ่มเอ่ย ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาถึงต่อบทสนทนานี้ “นกกวนประสาทที่รักอิสระ … แต่นั่นก็เป็นข้อดีของทาคาโอะ”

       นัยน์ตาสีเทาประกายแสงคล้ายเหล็กถูกหลอม กระแอมไอให้โล่งคอเพื่ออะไรไม่รู้ ชินทาโร่หรี่นัยน์ตาสีเขียวอย่างไม่สบอารมณ์มาก

       “ฉันหมายถึงนก ไม่ใช่นาย”

       “แค่ก… ฉันรู้ ฉันรู้น่า” กระนั้นก็ยังมีเสียงไม่โล่งคอนิดๆส่งผ่านออกมา

       คนกวนประสาท…

       สมองชินทาโร่จัดแจงย้าย คาซึนาริ ทาคาโอะไปอยู่หมวดเดียวกับอาโอมิเนะกับคิเสะทันที นั่นคือกลุ่มคนน่ารำคาญที่เขาเหนื่อยหน่ายกับการเสวนาและรับมือ

       นัยน์ตาสีเขียวใบไม้หม่นลงเพราะสภาพอากาศอับแสง หลุบตามองต่ำลงไปผ่านช่องว่างหมอกจางๆ เห็นเงาร่างวูบไหวไปตามหลืบเร้นดำมืดของตึก หนึ่ง สอง...สาม  หนึ่งในเงานั้นหยุดแหงนมองมาทางหอคอยที่ตนอยู่เล็กน้อย ก่อนจะเหวี่ยงตัวผ่านเข้าหน้าต่างไป

       ชินทาโร่เดินเลาะขอบไปอีกนิดหน่อยจึงถึงระเบียงเล็กๆแล้วจึงข้ามเข้าไป ชายหนุ่มหยิบปืนยาวคู่ตัววางพาดระเบียงนั้น ยอบตัวเล็งโดยไม่มีอุปกรณ์อะไรมากไปกว่าสายตา

       “เตรียมตัวได้แล้ว”

       อีกฝ่ายยังคงท่าทีสบายๆแล้วมองกลับเหมือนถามว่าอะไร นายกำลังพูดกับใคร?  ฉันเหรอ?

       “........ทาคาโอะ”

       คงเพราะเขาเรียกนกอยู่เป็นประจำ จึงเอ่ยชื่ออีกฝ่ายออกไปได้อย่างเคยชิน และเพราะความเคยชินนี้เอง คนกวนประสาทจึงหยิบอุปกรณ์มาติดตั้งแต่โดยดี เชือกสลิงถูกยิงออกไปเกี่ยวกับเสาอีกด้าน ร่างปราดเปรียวพริบตาเดียวโหนอยู่อีกฝั่ง พร้อมทั้งขึงเชือกใหม่ให้แน่นกว่าเดิม

       ทั้งหมดรวดเร็วเสียจนอดแปลกใจไม่ได้สำหรับมือใหม่

       ร่างนั้นโชว์ความสามารถด้วยการวิ่งไต่กลับมาบนเชือกเส้นเดียวอย่างน่าหวาดเสียว ชินทาโร่อึ้งไป จนกระทั่งคาซึนาริ ทาคาโอะกลับมายืนตรงหน้า จึงรู้สึกตัว

       “ตามแต่นายจะบัญชา”

       เสียงทุ้มขี้เล่นเอ่ยล้อเลียน ราวกับจะถามว่า

       ประทัปใจไหม?...ชินจัง







       แผนการรัดกุมเหมือนเดิม  เวลา สถานที่ เป้าหมาย ล้วนถูกวางไว้ไม่มีความผิดพลาดหรือช่องโหว่ใด แต่ทำไมกลับรู้สึกถึงความแตกต่าง อาคาชิลอบเข้ามาในตึกฐานทัพเทมพลาร์สำเร็จ เขาสามารถเดินนวยนาดเหมือนมันเป็นบ้านของตนเองได้ด้วยซ้ำ กวาดตามองสำรวจไปรอบๆ ยิ่งมองก็ยิ่งแปลกสำหรับสิ่งแวดล้อมที่เห็นครั้งแรกแต่กลับคุ้นเคย  คุ้นเคยมากเกินไปจนราวกับรู้สึกเหมือนที่แห่งนี้คือบ้านของตนจริงๆ สิ่งนี้กำลังรบกวนความสงบในใจเขา

       ระหว่างที่เขากำลังก้าวเข้าไปในห้องเป้าหมายก็ได้ยินเสียงบางอย่าง แปลบปลาบ จึงเพิ่มความระมัดระวังตัวขึ้นเท่าตัว แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไป สิ่งที่รอเขาอยู่คือห้องบัญชาการหรูหราที่ว่างเปล่า…

       ....แผนการไม่เคยผิดพลาดร้ายแรงอย่างนี้มาก่อน  อาคาชิมองหาร่องรอยที่เหยื่อทิ้งไว้ทันที ไล่สายตามองไปบนโต๊ะว่ามีเอกสารหรืออะไรสักอย่าง… นัยน์ตาสีทับทิมหยุดลงที่กรอบรูปแกะสลักสวยงาม ในกระจกใสนั่นมีรูปผู้หญิงคนหนึ่ง ผมของเธอ….

       -แปล๊บ-

       ฉับพลันวิสัยทัศน์ก็พร่ามัวไปชั่วขณะ เข่าทรุดฮวบเพราะความเจ็บปวดจู่โจมเข้าในศีรษะ เขาเอื้อมจับขอบโต๊ะพยุงตัวไว้ทันแต่แทบไม่เหลือแรงคิดอะไรได้


       อาคาชิ...เซย์จูโร่…


       เซย์จูโร่


       แสงสว่างวาบในหัวของอาคาชิเหมือนระเบิด ชั่วพริบตานั้นเขาสามารถควบคุมสติของตนได้อีกครั้ง สมองปวดจนมึนชา แต่ทว่าอาการก็ทุเลาจนหายไปอย่างรวดเร็ว

       เกิดอะไรขึ้น...  เสียง…...เสียงเมื่อครู่นั่น

       “อาคาชิ!”

       เสียงคำรามปลุกเซลส์ประสาททุกเซลส์ของเขาให้ตื่นตัวทันที เสียงโครมครามบางอย่างดังขึ้นสนั่นจากด้านนอก ทำไมอาโอมิเนะถึงมีน้ำเสียงตกใจอย่างนั้น

       “ออกมาจากตรงนั้น!!!”

       เท้าของชายหนุ่มถีบทะยานตัวออกไปทางหน้าต่าง ก่อนทันที่เสียงทุ้มพร่าจะคำรามจบเสียอีก เสียงแปลบปลาบก่อนหน้านั้น คือเสียงของผงกำมะถันถูกเผาไหม้ …พวกเขาถูกส่งเข้าสู่กับดักมรณะเสียแล้ว


       บึ้ม!


       แรงอัดอากาศสาดซัดจนสติสัมปัญชัญญะสะเทือน แตกออกเหมือนวงน้ำที่พร่ามัว  เศษไม้และก้อนอิฐกระเด็นผ่านไปบ้าง กระทบตัวบ้าง แต่ถึงจะสาหัสสากรรจ์จนแทบแยกสติไม่ออกอย่างไร อาคาชิก็บังคับมือให้คว้าขอบระเบียงไว้ได้  ร่างกายที่เหลือเคว้งคว้างกลางอากาศอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนข้อมือจะถูกกระชากดึงขึ้นด้วยแรงมหาศาล  

       ร่างผิวเข้มและเรือนผมดำสนิทเหมือนเสือดำคำราม

       “ยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม ไอ้บ้าเอ้ย!”

       เสียงปืนดังลั่นข้างหูของเขา นักฆ่าหนุ่มผมแดงเหลือบเห็นกองกำลังที่ราวกับโผล่ขึ้นมาจากความว่างเปล่า

       คิเสะเหวี่ยงปามีดตอบโต้อย่างรวดเร็ว ใบมีดสีเงินปักเข้าที่คอศัตรูอย่างแม่นยำ ทหารเทมพลาร์ในชุดเครื่องแบบสีกรมท่าล้มยวบลงไปสองสามคน

       “บ้าชะมัด เหมือนพวกมันรอพวกเราอย่างนั้นแหล่ะ แต่ทำไม !? ในเมื่อฉันตรวจตรารอบๆแล้ว” คิเสะสบถอย่างหัวเสีย

อาคาชิเหลือบมองพื้นที่ทหารเหล่านั้นเหยียบ

       “ใต้ดิน...”

       ทั้งคู่หันมามองเขา  “พวกมันขุด...ใต้ดิน”

       พื้นที่รองเท้าบูทเหล่านั้นเหยียบไม่อิฐ แต่เห็นพื้นไม้….ที่เหมือนถูกนำมากองสุมไว้ ใช่แล้ว เหมือนกองฟองที่ธรรมดาที่พวกเขาแอสซาซินใช้รองรับน้ำหนัก ตอนกระโดดลงจากที่สูง…. ลูกไม้เดียวกัน

       ทันใดนั้นเชือกเส้นใหญ่ถูกเหวี่ยงเข้าใส่ บ่วงบาศก์คล้องรัดแขนของคิเสะและกระชากดึงกลับไปทันที นักฆ่าหนุ่มหงายหลังจนปอยผมสีทองสะบัดตามแรง

       “คิเสะ!”

       มือหนาคว้าตัวไว้ทันแต่เมื่อเห็นว่าปลายเชือกยาวสุดไปยังทางเทมพลาร์อีกฝั่งของระเบียงตึก ทหารสองคนด้านหน้าโยนสิ่งเหมือนกระสอบหนักๆผูกเชือกลงไปข้างล่าง อาโอมิเนะก็ใจหายวาบทันที

       ฉัวะ!  ใบมีดคมกริบสะบัดเฉือนเชือกเส้นใหญ่ขาดในเสี้ยววิ ก่อนใครจะรู้ตัว เงาร่างเล็กๆพุ่งเข้าหากองทหารนั้นราวกับลูกศร  มือขวาสะบัดเสือกมีดแทงคอจนเลือดกระเซ็นเป็นเส้นสาย หมุนตัวคว้าเชือกในมือทหารเองนั้นรัดรอบคอแล้วปล่อยให้น้ำหนักของกระสอบกับแรงโน้มถ่วงจัดการที่เหลือ  อาคาชิหักแขนทหารคนถัดไปเหวี่ยงตัวเองผ่านหลังเหยื่อไปอีกด้าน ถีบสุดแรงออกไปรับกระสุนแทนเขา

       ชุลมุนวุ่นวาย เบื้องหน้ามีแต่เลือดเปรอะเต็มไปหมด เงาร่างทหารที่เหลืออยู่รายเดียว เงื้อดาบปลายปืนมาทางเขาอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าเสียงปืนคุ้นหูก็ดังขึ้น

       น่าแปลก ที่เขาสงบอารมณ์ได้เพราะเสียงนั้น…

       “อ่า---า…. ถ้ารู้งี้ ฉันไม่ช่วยนายแต่แรกหรอก” อาโอมิเนะพึมพำที่อีกฝ่ายดูแข็งแรงดี หัวหน้านักฆ่าหันกลับมาพร้อมฮู้ดที่ชุ่มไปด้วยเลือด

       “พวกมันเตรียมการกันมานานแล้ว..”

       อาคาชิก้าวเร็วๆผ่านลูกทีมทั้งสองไป แหงนมองหอคอยข้างๆ วัตถุกลมๆก็ถูกปาไปทางกองกำลังด้านล่างบนประตูลับ เกิดควันทั่วทุกแห่ง เสียงแตกตื่นดังขึ้นพร้อมตะโกนให้ตามล่าเหล่าแอสซาซิน

       “ท่าไม่ดีแล้ว เราจะ...” เสียงทุ้มต่ำเงียบไปเมื่อสบกับนัยน์ตาสีแดงฉาน

       อาคาชิมองลงไปยังด้านล่าง บางอย่างก่อตัวภายในใจของเขาแรงขึ้น แรงมากขึ้น… โดยที่แม้แต่ตัวเขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร

       เสียงฝีเท้าดังไล่เข้ามาแล้ว ทั้งหน้าและหลัง

       “ถ้ามีโอกาส พวกนายหลบไป...” อาคาชิเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

       “ถ้านายอยากจะตายขนาดนั้น” น้ำเสียงอาโอมิเนะต่ำขีดสุด จนคิเสะรีบยกแขนปรามเพื่อน ทว่าอาคาชิกลับเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบกว่าเดิม

       “หรืออยากจะไม่รอดกันสักคน” ชายหนุ่มเอียงคอ

       “แล้วนาย...”

       “ฉันไม่จะแพ้ต่ออะไรทั้งนั้น” อาคาชิหันกลับไปทางบันไดสุดระเบียง “...ความตายก็เหมือนกัน”

       ฝีเท้าก้าวเร็วขึ้นเล็กน้อย ทันทีที่ทหารคนแรกโผล่ออกมา ร่างในฮู้ดสีกรมท่าก็วางมือทาบบนอกอีกฝ่าย ราวกับเป็นเพื่อนสนิท เสียงซึ้บดังขึ้นพร้อมเสียงขาดอากาศ  ร่างนั้นอ่อนยวบ อาโอมิเนะได้ยินเสียงหวาดกลัวแตกฮือจากในบันไดนั่น  มันคงจริงอย่างที่อีกฝ่ายว่า พวกตนต่างหากที่ต้องหาทางรอดให้ได้ซะก่อน

       คิเสะปาระเบิดควันออกไป พลางคนผิวเข้มข้างๆหยิบขวานออกมาจากข้างหลัง

       อาคาชิออกแรงเหมือนผลักใส่เทมพลาร์ที่พุ่งเข้ามา ร่างนั้นเซถอยไปพร้อมกับรูเลือดบนอก หลังจากล้มไปจำนวนหนึ่งก็เริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลง ชายหนุ่มเอียงหัวหลบกระสุนที่เฉียดผ่าน เขาบีบบังคับให้สู้กันทางแคบเพื่อกำจัดปืนยาวออกไป แต่ทว่าดูเหมือนอีกฝ่ายจะพกอาวุธพร้อมสรรพ

       เขาดีดตัวหลบออกมายังระเบียง และทันใดนั้นเอง…พื้นก็สั่นราวกับโลกพังทลาย

       -ตูม-

       อิฐสีขาวแตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อย กลุ่มก้อนสีสว่างชิ้นแล้วชิ้นเล่าสะท้อนผ่านนัยน์ตาสีแดงไป รอบข้างหยุดนิ่งเหมือนนาฬิกาในตัวเขามันตายลง

       หอคอยถูกปืนใหญ่ถล่มลงมาจนไม่เหลือชิ้นดี

       “ชินทาโ...”

       เปรี้ยง!
       “...”
       ปังปัง!


       ไหล่ของสะบัดไปข้างหลังทีละข้าง ถูกแรงหมุนของกระสุนกระชาก หยดเลือดสาดเป็นวงกว้าง เปลือกตาหนากระพริบปริบครั้งหนึ่ง กว่าจะรู้สึกตัวและลำดับเหตุการณ์ได้ มองแขนทั้งสองข้างที่มีธารเลือดไหลลงมา

       แต่ว่าความด้านชายังเทียบกับความสูญเสียในอกของเขาไม่ได้เลย

       ...ไม่ ได้ เลย

       ทหารเทมพลาร์ก้าวเข้ามาหาร่างในฮู้ดกรมท่าซึ่งนั่งตั้งหลักอยู่  ...นายพรานจับราชสีห์บาดเจ็บ หมดเขี้ยวเล็บได้อย่างไรก็คงรู้สึกอย่างนั้น ...

       ถ้าไม่มีอะไรอย่าง มือที่ล้วงนิ้วเข้าไปในแผลแล้วดึงลูกกระสุนออกมาเอง เพียงเพื่อให้หัวไหล่ขยับได้คล่องขึ้น  นัยน์ตาคมกริบเหลือบมองผุดลุกขึ้นทันที ทาบมือลงบนบนข้างสร้อยกางเขน ใบมีดปลายแหลมแทงทะลุแผ่นหลังร่างนั้นออกไป

       ถ่มเลือดในปากออก พลางมองความตื่นกลัวในดวงตาเหล่านั้น

       แต่เขาไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว… ไม่มีเลย  ปรายตามองอาวุธที่เทมพลาร์ขึ้นมา มันเป็นกระบอกปืนทรงแปลกตามีท่อหลายท่อรวมอยู่ด้วยกัน ทหารคนหนึ่งก็เริ่มต้นที่จะหมุนคันโยกของมัน

       พลังทำลายมากมายสาดไปทั่วทุกทิศทาง เสียงปังดังรัวกัมปนาท จนไม่ได้ยินเสียงอื่น อาคาชิเบี่ยงต้วหลบลงจากตึกสูง ทิ้งดิ่งลงสู่กองฟางเบื้องล่าง ทว่าสิ่งที่ร่วงลงมาไม่ได้มีแค่เขาอย่างเดียว

       สีเขียวของใบไม้คุ้นตาวูบผ่านเข้ามา ชั่วพริบตานั้นเหมือนเขาได้ยินเสียงชีพจรตัวเองและโลกกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

       “ยืนเซ่ออะไรของนาย!” เสียงนั้นดุทันทีที่พลิกตัวตั้งหลักได้

       มองเศษซากหอคอยที่พังลง...

       “..หลังคา”น้ำเสียงนั้นชะงักไประหว่างอ้าปากควานหาอากาศหายใจ  “ฉันโหนเชือกลง..แค่ก บนหลังคา..”

       …. แม้จะชั่วเวลาสั้นๆ แต่ฉันนึกว่า...สูญเสียนายไปแล้วจริงๆ ชินทาโร่

       แต่ชายหนุ่มไม่ทันตอบโต้อะไรก็ต้องกดร่างอีกฝ่ายให้หลบวิธีกระสุนซะก่อน อาคาชิมองกระบอกปืนกลชิ้นใหญ่ที่พยายามยิงพวกเขาไม่ลดละ

       “นายยิงสวนเข้าปากกระบอกปืนพวกนั้น ฉันจะวิ่งล่อเปิดจังหวะให้” ชายหนุ่มสั่งจบก็ถีบพื้นพุ่งทะยานออกไปทันที  ในขณะที่ปากกระบอกปืนหันมาทางตน ชินทาโร่ก็เล็งปืนยิงออกไป เขาไม่เคยข้องใจในความแม่นยำนั้นเลย

       เสียงติดขัดดังขึ้นพร้อมกับเสียงระเบิด  ระเบียงด้านบนกลายเป็นหลุมบ่อ พังพินาศจนไม่เหลือเค้าเดิม ชายหนุ่มเหลียวกลับไปหาอีกคนที่กำลังวิ่งมา

       ทว่าแรงกระชากที่คุ้นเคยก็เกิดขึ้นเสียก่อน

       อาคาชิเซถอยไปข้างหลัง มองหาทิศทางกระสุนก็พบว่าตรงทางลับนั้นมีทหารขึ้นมาแทนที่กองเดิมเหมือนไม่มีวันหมด เสียงปืนดังลั่นอีกครั้งจนต้องหลบ แต่หัวไหล่ของเขาเหมือนก้อนเนื้อที่แปะอยู่ มันไม่มี ความรู้สึกเลยหลังจากถูกยิงซ้ำสอง

       เชี๊ยะ เสียงเฉี่ยวผ่านดังขึ้น เขาเห็นบางอย่างกระเด็นผ่านหน้าไป เศษซากแว่นตาสีดพร้อมกับเสียงปืนยิงสวน ชายหนุ่มเรือนผมแดงปรับสายตาให้เข้าที่ เงยหน้ามองร่างข้างๆไม่ไกล  เล็งปืนในมือ เสียงสูดลมหายใจเข้าดังขึ้นต่อกระสุนปืนหนึ่งนัด ฉับพลันร่างสูงโปร่งหมุนตัวเหวี่ยงด้ามปืนกระแทกศัตรูที่พุ่งเข้ามาจนล้มลง ปอยผมสีเขียวมีรอยสีแดงเปรอะเป็นทาง สะบัดตามแรงลม ชายหนุ่มหันกลับไปจัดการเทมพลาร์ที่จู่โจมเข้ามาเช่นกัน

       -ฉึก-

       …

       เสียงหายใจดังขึ้น แต่เสียงปืนกลับเงียบลง แรงเต้นในอกของอาคาชิสั่นสะท้าน รู้สึกได้ถึงความเจ็บจนด้านชาที่ชัดเจนกว่าเดิม … สัมผัสอุ่นแตะลงบนแผ่นหลังของเขา เสียงของมีคมเสียบแทงดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับแรงดันตรงแผ่นหลังที่มากขึ้น…

       คราวนี้เป็นเสียงหายใจผะแผ่ว...พร้อมกับไกปืนสั้นลั่นออกไป

       ปัง

       ปัง

       ปัง

       ปัง

       …

       แกร๊ก….

       ……

       ….

       …

       ..

       .



       ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงร่องรอยความอบอุ่นบนแผ่นหลังค่อยๆจางหาย แรงผลักนั้นอ่อนยวบลงต่ำลงเรื่อยๆ อาคาชิหันกลับไป มือขยับรอรับร่างสูงโปร่งก่อนที่สมองจะสั่งการด้วยซ้ำ ทว่าสิ่งที่โชคชะตามอบให้กับเขา คือแสงสีเงินบางเบาพุ่งตัดผ่านลมหายใจแผ่วสุดท้ายนั้นไป แรงกดจากน้ำหนักโถมใส่อาคาชิทั้งตัว แม้ว่าจะออกแรงยันร่างไว้ได้ แต่กลับรู้สึกเหมือนล้มทั้งยืน... ล้มลงไป จมลงไป ราวกับว่าโลกใบนี้ตายลงไป

       อย่างไม่มีวันหวนคืน

       นัย์นตาสีแดงหม่นแสงลงจนขั้นว่างเปล่า  ดวงตาข้างหนึ่งเกิดประกายสีเหลืองอำพันขึ้น ค่อยๆกัดกินสีแดงจนหมดสิ้น ทหารเทมพลาร์มองการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างขนลุก ความหวาดกลัวพุ่งขึ้นสูงในทันใด ทั้งๆที่สถานการณ์ไม่มีอะไรให้อีกฝ่ายตอบโต้ได้เลย

       นักฆ่าเรือนผมสีแดงยืนหยัดร่างขึ้นมา จู่ๆเทมพลาร์ด้านหน้าก็สะดุ้งพร้อมเสือกแทงดาบปลายปืนเข้าใส่ ใบมีดคมกรีดผ่านหน้าผาก ปอยผมหน้าแหว่งขาดเล็ก พร้อมกับผิวหนังถูกกรีดเป็นแผลบาง แต่ร่างนั้นไม่แยแส เพียงแค่มองหาอะไรสักอย่าง ชายหนุ่มปรายตามองไปรอบด้านอย่างไม่รีบร้อน

       ในที่สุดก็พอบเป้าหมายหลบอยู่หลังกองทหารมากมายตรงทางลับนั้น

       อาคาชิยกปืนสั้นยิงไป กระสุนเฉี่ยวผ่านหน้าคนไปยังด้านหลัง ที่ซึ่งเป็นเป้าหมายจริงๆ

       กองลังไม้ที่เต็มไปด้วยดินปืน…


       เสียงปิดม่านของละครบทนี้ ดังกึกก้องกัมปนาท


 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 


       “กลับมาแล้ว...ชินทาโร่”


       “ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมนายถึงชอบที่สูง……. บนหลังคานี่อากาศดีมากและเห็นท้องฟ้าได้ชัดเจน”



       มือหยาบกร้านเปรอะไปด้วยเลือดและรอยแผลลูบเรือนผมสีเขียวอ่อนอย่างแผ่วเบา ราวกับว่าหากแตะแรงเกินไปอาจแตกสลายลง อาคาชิก้มลงจูบหน้าผากเย็นชืดของร่างที่ซึ่งเป็นดั่ง ความหวังอันเปราะบางของเขา…

       ไม่มีเสียงลมหายใจที่คุ้นเคยอีกแล้ว

       ไม่มีไออุ่นหลงเหลืออีกแล้ว

       แม้แต่เลือดก็แห้งเหือด


       “ฉันเคยบอกว่า ถ้านายเผลอหลับไป ก็จะปลุกให้...”


       “แต่เพราะอย่างนั้น…”  


       เสียงขาดห้วง หายไปในลำคอ ชายหนุ่มจูบหน้าผากนั้นอย่างลึกซึ้งเนิ่นนาน ราวกับใส่ความรักทั้งหมดแล้วกลบฝังลงไป 

       ในหลุมบ่อความสูญเสียที่ถมไม่มีวันเต็มแห่งนี้ เขาโยนวิญญาณทิ้งลงไป ทั้ง หมด


       ที่่ผ่านมาเขาจำกัดความเสียหายให้คงอยู่ที่ตัวเองและเป้าหมายเท่านั้น

       แต่ นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป

       เขาจะปลดปล่อยความเสียหายทั้งหมดนั่นให้เป็นอิสระ

       โดยไม่สนใจเลยว่า… โลกใบนี้จะย่อยยับลงไปเท่าไร


       -นี่จะเป็นการไว้อาลัยที่ฉันมอบให้นาย-




       “หลับให้สบาย ชินทาโร่”


       “ฉันจะไม่ให้ใครมารบกวนนาย…”


       ชั่ว นิรันดร์






       นี่...

       คนทรยศ และ ศัตรู

       ควรได้รับฉากจบ อย่างไรดี...

       ช่วยฉันคิดทีสิ...

=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

edit

กลับเช็คอีกทีฟิคขาด แถมที่พิมพ์ไว้หายหมด ywy

เอาเป็นว่าถ้าตกหล่นอะไรไปขอโทษนะคะ และขอบคุณมากค่ะที่แวะเข้ามาอ่านกัน แอ

























































































“แค่ก! แค- แค่ก อ...ฮ แฮ่ก!”

มือเรียวยาวปัดป่ายหาที่ยึดเหนี่ยว พยุงตัวขึ้นสำลักกระอั่กไอเพื่อขับเอาของเหลวแปลกปลอมในปาก ออกไป แล้วก็พบว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดหายไป แขนขาสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่ ไขข้อฝืดพังพืดเส้นเอ็นเหนียว เหมือนแผ่นยาง เหมือนแผ่นหิน ซูบผอมราวกับท่อนไม้ฝืดๆถูกทิ้งไว้นับปี

นัยน์ตากระพริบปริบ เหนื่อยล้าจนแม้แต่แพขนตาก็หนักอึ้ง พยายามมองไปรอบๆ ก็พบแต่ผนังสีขาว พื้นสีขาวกับสายระโยงระยางแปะบนตัว

“ท..ที่นี่?” แม้แต่เสียงก็แหบจนเหมือนไม่ใช่ของตัวเอง

มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่…

ก็…

เขา…

“ตื่นแล้วเหรอ ตัวอย่างทดลองหมายเลข6”

เสียงหนึ่งดังขึ้นทางประตูทรงแปลกตา ร่างในชุดสีขาวนั้นเดินเข้ามาใกล้ จนเขาได้แต่เบิกตากว้างอย่างพรึงเพริด

“ไปกันเถอะ ได้เวลาหนีแล้วล่ะ”

ใบหน้าขี้เล่นของคาซึนาริ ทาคาโอะยิ้มร่า

“ชิน-จัง”